คำยืนยันของเปเรย์รา อันตอนีโอ ตาบุคคี เขียน นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ แปล

คำยืนยันของเปเรย์รา ช่วยยืนยันอีกครั้งว่า อำนาจวรรณกรรม มีจริงอย่างไร้สิ้นสงสัย

Phillip Pullman นักเขียนชาวอังกฤษบอกถึงหนังสือเล่มนี้ได้อย่างชัดเจนว่า

"ผู้อ่านจะเห็นลึกไปถึงหัวใจของมนุษย์ที่มีทั้งข้อด้อยและพลังอำนาจ ถึงความเจ็บป่วยของประเทศชาติ และแง่มุมลึกซึ้งของการเมืองอันชั่วร้าย"

หนังสือเล่มขนาดสิบหกหน้ายก มีความหนา 208 หน้า เรื่องราวของนักหนังสือพิมพ์วัยกลางคนใช้ชีวิตลำพัง ทำให้ฉันเศร้าอยู่ในใจหลายวันนั่นเพราะเห็นซึ้งถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวของมนุษย์ และความลวงของคำว่าการเมือง ซึ่งใช้คนเป็นเบี้ยเดิน ใช้คนเป็นกำลัง และท้ายสุดก็นั่งกินอำนาจเพียงลำพังแบบอิ่มเปรม ขอบคุณผู้แปลและสำนักพิมพ์ที่เลือกหนังสือเล่มนี้ออกมาพิมพ์เผยแพร่ ในเรื่องจะเป็นฉากโบราณสมัยหลายสิบปีก่อนเมื่อยังมีโทรศัพท์ จดหมาย โทรเลข และสงครามโลกครั้งที่ 2กำลังกรุ่นๆ สงครามกลางเมืองในสเปน ทว่าความเหมือนกันที่ไม่สามารถก้าวผ่านเวลาได้ คือเรื่องภายในจิตใจ และสังคมการเมืองของมนุษย์

คำยืนยันของเปเรย์รา เขียนโดยนักเขียนชาวอิตาลี อันตอนีโอ ตาบุคคี แปลโดย นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ สำนักพิมพ์มติชน 2555

คำนำสำนักพิมพ์เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ว่า "นวนิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องผ่านคำสารภาพของเปเรย์รา ซึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่ทางการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้บันทึก เป็นคำสารภาพที่มาจากใจ อันแน่นด้วยความคิด ความรู้สึก และความสับสนอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี"

"กล่าวได้ว่านวนิยายเรื่องนี้นำประเด็นใหญ่มาเล่าได้อย่างเรียบง่ายและมีศิลปะ คำยืนยันของเปเรย์รา ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมของอิตาลีถึงสี่รางวัล คือ รางวัลเวียเร็จโจ (Premio Viareggio Repaci) รางวัลเดย์เล็ตโตรี (Premio dei Lettori) รางวัลสกันโน (Premio Scanno) รางวัลคัมปีเอลโล (Super Premio Campiello) และของฝรั่งเศสอีกหนึ่งรางวัล คือ Prix Europeen Jean Monnet และปีถัดมา

โรแบร์โต ฟาแอ็นซา (Roberto Faenza) ผู้กำกับฯภาพยนตร์ชาวอิตาลี ได้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน"

นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ ผู้แปลให้รายละเอียดถึงผู้แต่งว่า "อันตอนีโอ ตาบุคคี นักเขียนชาวอิตาลีผู้หลงรักชาวโปรตุเกส เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาวรรณคดีอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอิตาลีจนเกษียณอายุ และเคยเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งในยุโรป เป็นช่างวรรณกรรมฝีมือเอกที่ยุโรปเพิ่งสูญเสียไป เมื่อปลายเดือนมีนาคม ปี 2555

"ตาบุคคีเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตเล็กๆ ด้วยปลายปากกาที่ตวัดอย่างแผ่วเบา เรียงร้อยถ้อยคำเล็กๆทว่าลุ่มลึกและกินใจ งดงามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยน แทรกด้วยอารมณ์ขัน และไม่ขาดอรรถรสแห่งการเสียดสี

"ตาบุคคีเคยกล่าวว่า เขาไม่รังเกียจหากจะมีคนบอกว่านวนิยายเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมการเมือง แต่สำหรับเขาแล้วเห็นว่าโดยแก่นแท้นั้น มันคืองานแนวอัตถิภาวนิยม (Existentialism) เป็นเรื่องราวการต่อสู้ภายในของปัจเจกบุคคล ผู้พยายามค้นหาคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตอยู่"

และฉันก็เห็นด้วยกับตาบุคคีผู้เขียน ชายคนหนึ่งสูญเสียภรรยา ไม่มีลูก อายุใกล้เกษียณอยู่เพียงลำพังทั้งในบ้าน และที่ทำงาน จึงไม่แปลกที่เปเรย์ราจะคุยกับภาพถ่ายของภรรยา และให้ความช่วยเหลือเด็กหนุ่มชื่อ มอนเตย์โร โรสซี

ด็อกเต้อร์เปเรย์รา รูปร่างอ้วน เป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง อาศัยอยู่ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์สามสิบปีก่อนทำหน้าข่าวอาชญากรรมให้กับหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ปัจจุบันชายเลยวัยกลางคนยังคงทำงานหนังสือพิมพ์ เป็นบรรณาธิการหน้าวัฒนธรรมให้หนังสือพิมพ์กรอบบ่ายชื่อ ลีชโบอา หนังสือพิมพ์ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

คำยืนยันของเปเรย์รา เขียนขึ้นจากการบันทึกปากคำของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่เปเรย์ราได้พบกับเด็กหนุ่ม คนหนึ่งชื่อ มอนเตย์โร โรสซี เรื่องเริ่มขึ้นในฤดูร้อน ในโปรตุเกสมีรัฐเผด็จการซาลาซาร์ ประเทศเพื่อนบ้านสเปนเกิดการปฏิวัติต่อสู้ กับสายลมร้อนที่พัดมาจากมหาสมุทร

"ฤดูร้อนวันนั้นอากาศปลอดโปร่ง ลมแอตแลนติกพัดยอดไม้ไหว แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องเมืองเป็นประกายยิบๆให้เห็นจากหน้าต่างห้องทำงานของเขานั่นเอง อีกทั้งท้องฟ้าซึ่งเปเรย์รายืนยันว่าเป็นสีฟ้าอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน แจ่มจ้าจนแทบแสบตา"

หน้าร้อนของช่วงปีใกล้จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลโปรตุเกสอยู่ฝ่ายเดียวกับเยอรมันซึ่งถือว่าตนเป็นศัตรูกับฝรั่งเศส เยอรมันไม่ชอบอะไรโปรตุเกสก็จะต้องไม่ชอบด้วย และรัฐโปรตุเกสก็ใช้อำนาจเผด็จการปกครองประชาชน จึงมีคนไม่น้อยคิดต่อต้าน

ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง เปเรย์รา บรรณาธิการหน้าวัฒนธรรม ซึ่งไม่ให้ความสนใจกับความขัดแย้งและเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ เขายืนยันหลายครั้งว่าหน้าที่ของเขาก็คือการดูแลหน้าวัฒนธรรมให้หนังสือพิมพ์เท่านั้น

"ผมจะพูดช้าๆให้คุณเข้าใจ จะเพื่อสาธารณรัฐหรือเพื่อราชาธิปไตยผมก็ไม่สนใจทั้งนั้นแหละครับ ผมคุมหน้าวัฒนธรรมของหนังสือพิมพ์กรอบบ่าย เรื่องพวกนี้ไม่อยู่ในขอบข่ายงานของผม ผมจะหาที่พักสงบๆให้คุณ มากไปกว่านี้ผมก็ทำอะไรไม่ได้ คุณเองก็ต้องระวังพยายามอย่าติดต่อผม เพราะผมไม่อยากจะมีเรื่องยุ่งเกี่ยวกับคุณและอุดมการณ์ของคุณ."

นอกจากความโดดเดี่ยวที่มนุษย์ต้องจัดการเพียงลำพังด้วยตัวเองแล้ว สิ่งที่สามารถยืนยันได้จากหนังสือ คำยืนยันของเปเรย์ราก็คือ การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนและใกล้ชิดกับการดำเนินชีวิต ชีวิตจะมีคุณภาพดีมากดีน้อยอย่างไร การเมืองนี่เองมีบทบาทและอำนาจกำกับ นักการเมืองดีมีจิตสำนึกจึงจำเป็นที่สุดในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

"ข่าวคนลากรถที่เป็นนักสังคมนิยมถูกสังหารโหดคารถในแคว้นอเล็นเตฌู เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วเมลอนที่ขนมา ไม่มีใครกล้า เพราะบ้านเมืองปิดปากเงียบ ทำอะไรไม่ได้นอกจากปิดปากเงียบ ขณะที่ประชาชนถูกฆ่า โดนทหารตำรวจกดขี่ข่มเหง เปเรย์ราเหงื่อตก เขาคิดเรื่องความตายขึ้นมาอีกแล้ว และคิดว่าเมืองนี้เหม็นกลิ่นความตาย ทั่วทั้งยุโรปเหม็นกลิ่นความตาย"

เปเรย์ราคล้ายคนส่วนใหญ่ที่เก็บเรื่องการเมืองไว้อีกฟากฝั่งหนึ่งในชีวิต ทั้งๆที่การเมืองเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน และหลังจากสูญเสียภรรยาเขามักนึกถึงความตายอย่างเอาใจใส่ เช้าหนึ่งขณะอ่านนิตยสารวรรณกรรม พบบทความน่าสนใจอ้างอิงถึงงานวิทยานิพนธ์ บทวิเคราะห์ความตาย ผู้แต่งคือ ฟรันเซชคู

มอนเตย์โร โรสซี เพิ่งเรียนจบ จบปริญญาตรีสาขาวิชาปรัชญา เกียรตินิยมอันดับ 1 เปเรย์ราสนใจที่ชายหนุ่มเขียนบทวิเคราะห์เรื่องความตาย และนี่เป็นการเริ่มต้นของผู้ชายวัยใกล้เกษียณที่เหงาหงอยเหมือนต้นไม้เฉา กับชายหนุ่มรุ่นลูกซึ่งพลังชีวิตกำลังผลิบาน เขาโทรศัพท์ติดต่อ มอนเตย์โร โรสซี เพราะต้องการให้มาเขียนบทความเรื่องข่าวมรณกรรมของนักเขียน ทั้งสองได้นัดหมายกัน

"เปเรย์รายืนยันว่าต่อมาเขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่งสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนลุกขึ้นจากโต๊ะ แล้วเดินเข้าไปยืนคั่นกลางระหว่างนักดนตรีทั้งสอง เขาใจหายวาบ อาจเป็นเพราะเขารู้สึกเหมือนมองเห็นตัวเองในร่างของหนุ่มน้อยคนนั้น เหมือนเห็นตัวเองสมัยอยู่คูอิมบรา เพราะเด็กหนุ่มนั่นมีลักษณะบางอย่างคล้ายเขา ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นอิริยาบถ ทรงผมก็เหมือนอยู่บ้าง ปอยผมตกลงมาปรกหน้าผาก"

วันนั้นเปเรย์ราพบกับเพื่อนสาวของ มอนเตย์โร โรสซี ด้วย ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าร่วมกระบวนการต่อต้านรัฐบาลเต็มตัว และมีส่วนชี้นำ มอนเตย์โร โรสซี ในเรื่องการต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม ต่อมาหญิงสาวคนนี้ช่วยส่งบทความและมารับเงินค่าต้นฉบับ เธอเป็นหญิงสาวกล้าหาญและสนใจเรื่องการเมืองมาก

"ต้องแยกให้ออกนะคะระหว่างความบ้าคลั่งความศรัทธา มาร์ตาตอบ เพราะคนเรามีอุดมคติได้ เช่นว่ามนุษย์เรามีเสรีภาพ ความเสมอภาค และภารดรภาพ"

"อย่าบอกนะคะว่าคุณไม่รู้ว่าปัจเจกชนอนาธิปไตยคืออะไร ในสเปนมีเต็มเลยค่ะ ทุกวันนี้พวกปัจเจกชนอนาธิปไตยชอบทำตัวเป็นข่าว แถมยังทำตัวเป็นวีรบุรุษ แต่ดิฉันว่าถ้ามีหลักการมากกว่านี้สักนิดก็จะดี"

รุ่งขึ้น มอนเตย์โร โรสซี นำบทความชิ้นแรกมาส่ง เขาเขียนถึงกวีชาวสเปนคนหนึ่งว่าเสียชีวิตโดยถูกฆาตกรรมและเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของศัตรูทางการเมืองของเขา บทความยังพูดถึงการเมืองประเทศสเปนอย่างเจาะลึก เปเรย์รายืนยันว่าเขาจะลงตีพิมพ์บทความที่เขียนโจมตีสเปนอย่างนี้ไม่ได้ เขารับต้นฉบับครั้งแรกและต่อๆมา พร้อมจ่ายเงินให้ทุกครั้ง แม้ต่อมา มอนเตย์โร โรสซี จะสารภาพว่ามาร์ตามีส่วนในการเขียนบทความ

"เปเรย์ราเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษ แล้วพูดว่า คุณแต่งนิยายได้ยอดเยี่ยมมาก แต่หนังสือพิมพ์ของผมไม่ใช่สถานที่ที่คุณจะมาแต่งนิยายนะครับ ในหนังสือพิมพ์ของเราต้องเขียนสิ่งที่ตรงกับความจริง หรือมีเค้าความจริง เมื่อพูดถึงนักประพันธ์ คุณไม่ต้องบอกว่าเขาตายอย่างไร ในสถานการณ์เช่นไร และด้วยสาเหตุใด คุณต้องบอกแต่เพียงว่าเขาตาย แล้วก็ต้องพูดถึงผลงานของเขา พูดถึงนวนิยาย บทกวี นี่คือการทำข่าวมรณกรรมที่แท้จริง ซึ่งจะว่าไปคุณก็ต้องเขียนบทวิจารณ์ กล่าวถึงตัวศิลปิน ผลงานของเขา"

"เปเรย์ราลุกขึ้น ยื่นมือให้ มอนเตย์โร โรสซี จับพร้อมกล่าวลา ทำไมเขาจึงพูดไปอย่างนั้นทั้งที่ความจริงอยากจะพูดอีกอย่าง ทั้งที่ความจริงอยากต่อว่าหรือไม่ไล่ออกไปเสียเลย เปเรย์ราตอบไม่ถูก อาจเป็นเพราะร้านอาหารร้างไร้ผู้คน เพราะเขาไม่เห็นนักคิดนักเขียนเลยสักคน เพราะเขารู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ในเมืองและต้องการเพื่อนหรือคู่คิด อาจเป็นด้วยเหตุผลเหล่านี้และเหตุผลอื่นๆ เขาเองก็อธิบายไม่ถูก หากเป็นเรื่องหัวใจก็ยากจะปักใจอะไรได้ เปเรย์รายืนยัน"

นั่นซิมีเหตุผลอะไรที่เราจะรู้สึกถูกชะตาและเอ็นดูใครบางคน เป็นเรื่องที่อธิบายยาก และจากบทความข่าวมรณกรรมล่วงหน้าของนักเขียนเพียงไม่กี่ชิ้น ทำให้หัวใจของคนไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองสั่นคลอน บทความเหล่านั้นช่วยกระตุ้นจิตสำนึกของเปเรย์รา เป็นสิ่งสามัญที่หัวใจมนุษย์ปกติทุกคนย่อม

เอนเอียงเข้าหาความถูกต้องเป็นธรรม ลองนึกถึงเพื่อนบ้านร่วมรั้วเดียวกัน คนในบ้านหลังหนึ่งกำลังขมีขมันซ่อมแซมรั้ว อีกหลังเมินเฉย ต่อมาไม่นานจึงตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของตนเองเหมือนกันที่จะต้องช่วยกันสร้างรั้วขึ้นมาใหม่

แม้บทความข่าวมรณกรรมของนักเขียนที่เกี่ยวกับการเมืองถูกเก็บใส่แฟ้มลงลิ้นชัก แต่ในหัวใจของเปเรย์รากำลังมีต้นไม้ความจริงค่อยๆเติบใหญ่ ในเรื่องคำยืนยันของเปเรย์รา พูดถึงนักเขียนหลายคน เช่น บัลซัค โทมัส มันน์ ลุยจิ ปีรันเดลโล นักเขียนรางวัลโนเบลของอิตาลี ฟร็องซัว โมริยัค นักประพันธ์รางวัลโนเบล ชาวฝรั่งเศส เฟเดรีโค่ การ์เซีย ลอร์ค่า กวีชาวสเปน เป็นต้น การเขียนคือการแสดงออกถึงพลังของตัวอักษรแล้วเปลี่ยนรูปเป็นความคิด และความคิดนี่เองจะแปรรูปออกมาเป็นการกระทำ งานเขียนที่ดีจึงสามารถส่งสารถึงผู้อ่านได้

"ถ้าหากถูกอย่างสองคนนั้นว่า ชีวิตผมก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย การได้ศึกษาเล่าเรียนที่อูคิมบราก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย และความที่ผมเคยเชื่อมาโดยตลอดว่าวรรณคดีคือสิ่งสำคัญที่สุดในโลกก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย และเรื่องที่ผมคุมหน้าวัฒนธรรมของหนังสือพิมพ์กรอบบ่ายฉบับนี้ ซึ่งผมแสดงความเห็นอะไรลงไปไม่ได้ และต้องพิมพ์เรื่องสั้นของฝรั่งเศสในศตวรรษที่สิบเก้าก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย สิ่งต่างๆเหล่านี้จะไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะอย่างนี้ผมจึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องสำนึกผิด เหมือนกับว่าตอนนี้ผมเป็นคนอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่เปเรย์ราผู้เคยทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์มาตลอดชีวิต เหมือนผมต้องปฏิเสธบางอย่างที่เคยเชื่อ"

แล้วเปเรย์ราก็เปลี่ยนความคิด เขาแปลงานวรรณกรรมฝรั่งเศส ศตวรรษที่ 19 ลงในหน้าวัฒนธรรม เลือกเรื่องแปลที่สามารถสื่อสารความจริงความถูกต้องและสิ่งที่ควรจะเป็นในสังคม เปเรย์ราเลือกแปลเรื่องสั้นขนาดยาวของ บัลซัค ซึ่งเป็นนักเขียนฝรั่งเศส ลงตีพิมพ์ในหน้าวัฒนธรรม และอีกเรื่องหนึ่งของ อัลฟงส์ โดเดต์ มีประโยคจบเรื่องว่า "ฝรั่งเศสจงเจริญ"

"เขาเลือกเรื่อง ออนอรีน ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสำนึกผิด จะแบ่งพิมพ์เป็นสามหรือสี่ตอน เปเรย์ราบอกไม่ถูกว่าเหตุใดจึงเชื่อว่าเรื่องสั้นเกี่ยวกับการสำนึกผิดเรื่องนั้นจะเป็นจดหมายในขวดแก้วให้คนเก็บไปด้วยว่าตอนนี้มีเรื่องราวมากมายให้สำนึกผิด"

หลังจากนั้นไม่นาน มอนเตย์โร โรสซี ซึ่งหายตัวไปเพราะถูกตำรวจตามล่า ก็กลับมาขอความช่วยเหลือจากเปเรย์ราอีกครั้ง ชายหนุ่มน่าสงสารไร้ที่พึ่งพิง เหตุการณ์ต่อจากนั้นคล้ายจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมของคนบ้าอำนาจ ตำรวจนอกเครื่องแบบในรัฐเผด็จการถือวิสาสะเข้าตรวจค้นบ้านประชาชน และสอบปากคำโดยการใช้กำลังบังคับผู้ที่อยู่ในข่ายน่าสงสัย รุมซ้อมคนซึ่งต่อต้านอำนาจรัฐอย่างไร้ความปรานี ความกล้าหาญของเด็กหนุ่มปิดฉากลงอย่างรวดเร็วและเจ็บปวด

บัดนี้สิ่งเดียวที่เปเรย์ราจะทำได้ก็คือการเปิดเผยความจริง เขียนบทความเรียกร้องความชอบธรรมให้กับชายหนุ่มลงในหน้าวัฒนธรรมที่เขายืนยันมาตลอดว่าจะไม่แตะการเมือง "ผมคิดแต่เรื่องของตัวเองและเรื่องวัฒนธรรม นี่คือโลกของผมครับ" การได้พบกับหนุ่มสาวทั้งคู่ทำให้หนังสือพิมพ์วัยใกล้เกษียณเปลี่ยนแปลงความคิด บทความเรื่อง นักหนังสือพิมพ์ถูกฆ่า จึงถูกเขียนขึ้นและลงชื่อผู้เขียนว่า เปเรย์รา อย่างภาคภูมิ ซึ่งเขาไม่เคยลงชื่อตัวเองในการเขียนบทความหน้าวัฒนธรรมมาก่อนเลย

อ่านเรื่อง คำยืนยันของเปเรย์รา จบลงด้วยหัวใจอิ่มเอม โลกนี้ไม่เงียบงันเป็นแน่ตราบที่มนุษย์ยังเชื่อมั่นในคุณความดีและสิ่งถูกต้อง ความโดดเดี่ยวอาจทำให้ใจโหยหา แต่ฉันเชื่อว่าในที่สุดเราทุกคนจะสามารถผ่านพ้นช่วงยากลำบากไปได้ เพราะดวงตะวันยังคงรุ่งโรจน์ฉายฉานแสงสว่างเสมอ

 

 

 

ชื่อคอลัมน์: 
หนังสือคือแสงจันทร์
ประเภทคอลัมน์: 
นิตยสาร: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: