แม้สำเนียงเสียงร้องที่นักแสดงเปล่งออกมาจะฟังไม่คุ้นหู ด้วยเป็นภาษามลายูถิ่นปัตตานี แต่ผู้ชมก็ยังคงตื่นตาตื่นใจกับ "มะโย่ง" ศิลปะการแสดงพื้นบ้านจากแดนใต้ที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรม ความเชื่อ การละคร นาฏศิลป์ และดนตรีเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว

"มะโย่ง หรือเมาะโย่ง เป็นละครหรือจะเรียกว่าเป็นละครดึกดำบรรพ์ก็ได้ที่มีลีลาคล้ายคลึงกับมโนราห์มาก ต่างกันแต่มะโย่งนักแสดงจะเป็นมุสลิมล้วน ส่วนมโนราห์จะเป็นคนพุทธกับมุสลิมผสมกัน แต่ว่าถ้าเป็นบรรดาครูมโนราห์ของ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ต้องเรียนมะโย่งไปด้วย เพื่อจะได้สื่อทางภาษากันรู้เรื่อง เพราะถ้าใช้แต่ภาษาไทย คนในพื้นที่เขาฟังไม่เข้าใจ"

สมาน โดซอมิ ประธานศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชพิพิธภัณฑ์บ้านกือเม็ง ในอำเภอรามัน จังหวัดยะลา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงพื้นบ้านวัฒนธรรมท้องถิ่นมลายูที่สามารถหาชมได้บริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมทั้งรัฐทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย อย่างกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และเกาะสุมาตราเหนือของประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้ มะโย่งมีประวัติความเป็นมาที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ากำเนิดขึ้นที่ใดเป็นครั้งแรก มีแต่การสันนิษฐานไว้หลายกระแส เช่น นักวิชาการบางคนเชื่อว่า มะโย่งกำเนิดขึ้นครั้งแรกในเมืองมัชปหิต สมัยรายามูดอแลลอ บ้างว่ากำเนิดขึ้นจากต่วนประไหมสุหรีบอสู แต่บ้างก็ว่าเกิดขึ้นในเมืองปาเล็มบังในสมัยรายากาซีนาบันดีตอแล้วแพร่มาสู่แหลมมลายู

ส่วนจากคำเล่าของนักแสดงมะโย่ง บางโรงว่ามะโย่งกำเนิดขึ้นจากพิธีกรรมที่เกาะชวา บางโรงบอกว่าเกิดขึ้นจากสองสามีภรรยาที่ไปหาของในป่าแล้วเกิดสนุกคิดท่าเต้นซึ่งเลียนแบบมาจากท่าทางของลิงป่านำออกมาแสดงในเมือง ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม และเรียกการแสดงนี้ต่อมาว่ามะโย่ง เป็นต้น

​ ส่วนต้นกำเนิดของมะโย่งในประเทศไทยนั้นเชื่อว่าอยู่ที่ปัตตานี เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว โดยมีข้อสันนิษฐานแตกต่างกันไป แต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสแหลมมลายูได้ปรากฏหลักฐานในพิธีต้อนรับพระองค์ว่า มีการแสดงมะโย่งในเมืองปัตตานี ทรงบันทึกไว้ในหนังสือพระราชหัตถเลขาเรื่อง เสด็จประพาสแหลมมลายู ทำให้เชื่อได้ว่าการแสดงมะโย่งในจังหวัดปัตตานีน่าจะเริ่มปรากฏในราชสำนักก่อน ในรูปแบบการแสดงเพื่อความบันเทิง ถึงขนาดได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ครองเมือง โดยในสมัยโบราณการแสดงแต่ละครั้งจะใช้เวลาระหว่าง ๔-๗ คืน แสดงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีการหยุดจนกว่ารายาจะบอกให้ยุติ

ต่อมามะโย่งได้แพร่หลายสู่ระดับประชาชนทั่วไป ซึ่งใช้ทั้งเพื่อความบันเทิงในโอกาสต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานเข้าสุหนัต งานเทศกาลประจำปี เป็นต้น และเพื่อประกอบพิธีกรรม เช่น แก้บน สะเดาะเคราะห์ รักษาไข้ และไหว้ครู ปัจจุบันมะโย่งได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.๒๕๕๕ สาขาการแสดง ประเภทศิลปะการแสดง

"ที่มาหัดเล่นมะโย่ง เพราะความชอบเป็นอันดับแรก เริ่มมาจากย่าชอบมะโย่งมาก จะเรียกให้มาแสดงที่บ้านทุกปีปีละครั้งสองครั้ง เราก็ได้ดู ได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก พอเข้ามหาวิทยาลัย พอดีผมเรียนเอกศิลปะการแสดง ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อาจารย์ที่ปรึกษาให้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับมะโย่ง ผมเลยได้เข้าไปคลุกคลี เก็บวิจัยไปด้วย ฝึกรำไปด้วย จนครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปแสดงต่อหน้าพระที่นั่งที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ แต่ว่าถ้าตามปกติแล้ว ผมจะเป็นคนจัดเครื่องมากกว่า และก็เป็นล่ามภาษาไทยให้พวกแม่ๆ เวลาไปแสดงตามที่ต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยคนที่รู้เรื่องมะโย่งด้วย ไม่อย่างนั้นจัดคิวแสดงไม่ถูก"

ประธานศูนย์วัฒนธรรมฯ เล่าถึงความผูกพันระหว่างตัวเขากับมะโย่งที่มีทั้งในฐานะนักแสดงเบื้องหน้าและกองสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง คุณสมานบอกว่า มะโย่งคณะหนึ่งๆ จะมีสมาชิกประมาณ ๒๐-๓๐ คน ประกอบด้วย บอมอ หรือ ครูหมอ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมอย่างน้อยคณะละ ๑ คน ลูกคู่เล่นดนตรี ๕-๗ คน นอกนั้นเป็นผู้แสดงและเป็นผู้ช่วยผู้แสดงบ้าง โดยจะมีนักแสดงที่เป็นตัวละครสำคัญอยู่ ๔ ตัว ได้แก่ ปะโย่ง หรือเปาะโย่ง แสดงเป็นพระเอกในฐานะกษัตริย์หรือเจ้าชาย มะโย่ง หรือเมาะโย่ง แสดงเป็นนางเอก มีฐานะเป็นเจ้าหญิงหรือสาวชาวบ้าน ปืนรันมูดอ แสดงเป็นตัวตลกตัวที่ ๑ มีฐานะเป็นเสนาหนุ่มคนสนิทของเปาะโย่ง และ ปืนรันตูวอ แสดงเป็นตัวตลกตัวที่ ๒ มีฐานะเป็นเสนาอาวุโส คนสนิทตัวรองของเปาะโย่ง และเป็นตัวที่คอยสนับสนุนให้ปืนรันมูดอสามารถตลกจี้เส้นได้มากขึ้น ส่วนวงดนตรี ประกอบด้วย ปี่ (ซูนา) ๑ เลา ซองา (รือบับ)

สำหรับสีคลอเสียงร้องของมะโย่ง ๑ คัน กลองแขก หรือกลองมลายู ๒ ใบ ฆ้องใหญ่ (ตาเวาะ) เสียงทุ้มและแหลมอย่างละใบ กรับ (กอเลาะ) ๑ คู่ และท่อนไม้ไผ่ยาวประมาณ ๑๖-๑๘ นิ้ว (จือเระ) ใช้ตี นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม คือ แส้ ใช้สำหรับตีสิ่งชั่วร้าย หรือปัดรังควานในระหว่างการแสดงด้วย ด้านการแต่งกาย หากเป็นตัวละครปะโย่งจะมีลักษณะพิเศษเป็นชุดเลียนแบบเครื่องทรงกษัตริย์ ส่วนมะโย่ง นักแสดงตัวประกอบ และนักดนตรีจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดพื้นบ้านชาวไทยมุสลิม หรือชุดธรรมดาที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน "ถ้าเป็นชุดละครของโบราณ เขาจะใช้ของจริงเลย อย่างพวกทอง นาค เงิน แต่ปัจจุบันเรามีการปรับเปลี่ยน เช่น จากลูกปัดแก้วก็มาเป็นลูกปัดพลาสติก คนเก่าๆ เคยเล่าว่าพอเรียนมะโย่งเสร็จครบ ๑๒ เรื่องแล้วจะไปรับพระราชทานชุดของโบราณจากวังรามัน จากวังยะหลิ่งเพื่อมาประกอบพิธีกรรม เสร็จแล้วจึงนำส่งกลับคืนสำนักพระราชวังไป" คุณสมานกล่าว

สำหรับธรรมเนียมการแสดงมะโย่ง หากเป็นไปเพื่อประกอบพิธีกรรม จะเริ่มต้นด้วยการเบิกโรง เป็นการโหมโรงบรรเลงเครื่องดนตรีชิ้นแรกคือ ซอรือบับเท่านั้นที่เล่นคลอเบาๆ ตามด้วยกลอง ฆ้องและเครื่องดนตรีชิ้นที่เหลือตีบรรเลงพร้อมๆกัน เป็นการปลุกเร้าหรือส่งสัญญาณบอกให้ผู้ชมทราบว่าการแสดงมะโย่งกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ต่อด้วยการรำเบิกโรง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ผู้ร่ายรำจะต้องเป็นปะโย่ง ในพิธีนี้คนไข้อาจจะแสดงเป็นปะโย่ง และได้รับการถ่ายทอดท่าร่ายรำจากผู้แสดงเป็นปะโย่งของคณะที่ว่าจ้าง โดยมีตัวละครมะโย่ง ปือรันมูดอ และปือรันตูวอ ร่วมแสดงด้วย เวลาที่ใช้ในการรำเบิกโรงนานประมาณ ๑ ชั่วโมง ต่อมาเป็นการแสดงเป็นละคร มีลักษณะเป็นการดำเนินเรื่องตามบทละครที่ได้เตรียมมา มีบทพูดสนทนาโต้ตอบกันของตัวละคร สลับบทร้อง การรำ การเต้น เนื้อเรื่องที่นำมาแสดงจะคล้ายกับเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ

จากนั้นจึงเป็นพิธีแก้บนที่จะกระทำในคืนสุดท้ายเพื่อบอกกล่าวว่าการใช้บนได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยเจ้าภาพจะจัดเตรียมอุปกรณ์คือ สมางีน พ่อหมอจะเรียกคนไข้และญาติให้มานั่งใกล้ๆ ดนตรีเริ่มบรรเลงเพลง พ่อหมอจะหยิบผงกำยานโรยบนถ่านไฟให้ควันกำยานพุ่งขึ้น นำเครื่องประกอบแก้สินบนทั้งหมดขึ้นมารมควันแล้วอ่านคาถา พ่อหมอดึงตัวปลดปล่อยที่สานจากใบมะพร้าวให้ขาดออกจากกัน และนำแป้งหอมละลายน้ำทำเป็นน้ำมนต์มาพรมคนไข้และญาติ เป็นอันเสร็จพิธี หากเป็นการแสดงมะโย่งเพื่อความบันเทิงจะคล้ายกับการแสดงเพื่อประกอบพิธีกรรม แต่มีลำดับขั้นตอนการแสดงน้อยกว่า กล่าวคือ เริ่มจากการโหมโรง ต่อด้วยรำเบิกโรง และแสดงเป็นละคร ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันนี้การแสดงมะโย่งเริ่มสูญหายไป ด้วยปัจจัยหลายประการ "ตอนนี้มะโย่งในบ้านเรามีน้อยจนเกือบจะสิ้นลงแล้ว เพราะบางส่วนเห็นว่าเป็นการแสดงที่ผิดหลักศาสนา พวกเด็กรุ่นใหม่เองก็หันไปสนใจการแสดงอย่างอื่น สื่อโทรทัศน์ ภาพยนตร์ส่งผลกระทบมาถึงมะโย่งหมด ผิดกับทางฝั่งมาเลย์ที่กำลังบูม เขาเอาครูจากบ้านเรานี่แหละไปสอน เนื้อเรื่องก็มีการเอาเรื่องสมัยใหม่ใส่เข้าไป มีตัวละครเสริมเยอะขึ้นตามบท ลูกหลานของพวกนักแสดงรุ่นแม่ๆ หลายคนก็ไปแสดงอยู่ที่นั่น ไม่กลับมาไทยแล้ว ในความรู้สึกผมเสียดายนะ เพราะมะโย่งก็เหมือนกับละครทุกแขนงของไทยที่เราอยากให้ฝ่ายรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสำคัญ อาจจะให้ทางสถาบันการศึกษาต่างๆ ทำเป็นวิชาคล้ายกับวิชาประวัติศาสตร์เพื่อให้เด็กๆ ได้ศึกษา ถึงไม่แสดงก็ไม่เป็นไร แค่อยากให้เขารู้จักว่าการแสดงมะโย่งนี้เป็นอย่างไร"

เสียงสะท้อนจากคนในบ่งบอกถึงความพยายามในการที่จะรักษาการแสดงอันมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่งนี้ให้ยังอยู่สืบไป กระนั้นพวกเราเองที่ถึงแม้จะมิใช่คนในพื้นที่ แต่ก็สามารถร่วมด้วยช่วยกันอนุรักษ์ไปกับพวกเขาได้เช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิง : http://th.wikipedia.org culture.pn.psu.ac.th

ชื่อคอลัมน์: 
สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ประเภทคอลัมน์: 
นิตยสาร: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: