การปั่นจักรยานท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ฟังแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งสำหรับผู้หญิงยิ่งไม่ง่ายเข้าไปใหญ่ที่จะลุกขึ้นมาลองท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ ทว่า "ลาร่า-ลรรัณ ปัทมาศวิน" ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การท่องเที่ยวด้วยจักรยาน หรือ "จักรยานทัวริ่ง" นั้น ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำสำเร็จได้

ก่อนพูดไปถึงการเดินทางแบบจักรยานทัวริ่ง ลาร่าเริ่มต้นเล่าถึงประสบการณ์การปั่นจักรยาน รวมถึงความชอบการเดินทางแบบแบ็คแพ็คของเธอว่า ตนเองเป็นคนชอบเล่นกีฬา และเริ่มต้นปั่นจักรยานมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ส่วนมากมักเป็นการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ไปปั่นตามต่างจังหวัด โดยนำจักรยานขึ้นท้ายรถ แล้วขับขึ้นไปปั่นบนเขาหรือปั่นเข้าทุ่งนา ซึ่งกิจกรรมการปั่นจักรยานเธอจะทำสลับกับการเล่นกีฬาประเภทอื่น เช่น ปีนเขา ดำน้ำลึก ในขณะที่การเดินทางแนวแบ็คแพ็คก็เป็นอีกกิจกรรมที่ลาร่าชื่นชอบ โดยมักเดินทางไปประเทศต่างๆคนเดียว แบกเต็นท์ไปแบบค่ำไหนนอนนั่น ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ ๒ อาทิตย์ไปจนถึง ๒ เดือน ซึ่งที่ผ่านมาเธอเคยมีความคิดอยากเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยลองทำ จนกระทั่งได้มาเจอกับบุคคลหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์ด้านจักรยานทัวริ่งที่ได้ช่วยให้คำแนะนำแก่เธอ

"มีโอกาสเจอกับ คุณสว่าง ทองดี ซึ่งเป็นนักปั่นจักรยานมีชื่อเสียง ปั่นท่องเที่ยวลุยมาแล้วทั่วโลก สไตล์ของเขาคือชอบกางเต็นท์นอนใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งดิฉันได้พูดคุยและสอบถามว่า ถ้าเป็นผู้หญิงปั่นจักรยานเที่ยวคนเดียว มีประเทศใดที่ปลอดภัยและเหมาะสำหรับการเริ่มต้นบ้าง คุณสว่างแนะนำให้เริ่มลองที่ประเทศเกาหลีใต้ก่อน เพราะปลอดภัยสำหรับผู้หญิง และยังส่งเสริมให้คนปั่นจักรยานด้วยการทำเส้นทางสำหรับจักรยานไว้โดยเฉพาะ ถ้าเราปั่นไปตามแผนที่จะไม่มีทางหลงแน่นอน อีกทั้งที่เกาหลีใต้สามารถกางเต็นท์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ทั้งนี้ต้องดูความปลอดภัยด้วยว่าสมควรกางไหม ถ้าไม่ปลอดภัยดิฉันจะเข้าเมืองไปนอนโรงแรมแทน สำหรับเกาหลีใต้ใช้เวลาปั่นจากเหนือจรดใต้ รวมวนกลับ และปั่นรอบเกาะเชจู ทั้งหมด ๓๐ วัน มีสลับนั่งรถบัสบ้างตามความเหมาะสมของเส้นทาง

การเที่ยวด้วยจักรยานทัวริ่งความรู้สึกที่ได้จะแตกต่างจากการเที่ยวแบ็คแพ็คปกติในแง่ที่ว่าเราจะไม่เหนื่อย เพราะแค่นั่งรถบัสไปเที่ยวตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ แต่จักรยานเราปั่นถึงเมืองอะไรไม่รู้ ไม่มีนักท่องเที่ยว มีแต่ทุ่ง ธรรมชาติ และคนท้องถิ่น เป็นการสัมผัสกับประเทศเกาหลีใต้ที่เรารู้สึกว่าเป็นเกาหลีของจริง อีกทั้งยังได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ไม่มีคนให้คุย มีแค่เรากับจักรยาน เป็นความสนุกอีกรูปแบบหนึ่ง"

"มะปราง" คือชื่อที่ลาร่าตั้งให้แก่จักรยานเม้าเท่นไบค์คู่ใจ เพื่อนเดินทางหนึ่งเดียวของเธอ "คันนี้อยู่ด้วยกันมา ๒๐ ปีแล้วค่ะ ตั้งชื่อตามสีของมัน เพื่อนเคยบอกให้ทิ้งได้แล้ว เก่าแล้ว ซื้อคันใหม่สิจะได้ปั่นง่ายขึ้น แต่ความรู้สึกเราคือยังปั่นได้จะทิ้งทำไม ด้วยความที่เป็นรถเก่าทำให้จอดตรงไหนก็ได้สบายใจไม่ต้องล็อกอะไรมากมาย เวลาดิฉันปั่นไปแล้วไม่รู้จะคุยกับใคร หรือบางทีเจอเรื่องอะไรระหว่างทางแล้วอยากเล่าก็จะพูดให้มะปรางฟัง (หัวเราะ) ดิฉันจะพูดบ้าง ร้องเพลงบ้าง คุยกับจักรยานเหมือนเป็นเพื่อนคู่หู แต่สมมติถ้าวันหนึ่งจักรยานหาย ดิฉันไม่เสียดายนะ เพราะเก่าแล้วคงขายได้ไม่กี่สตางค์ แต่จะเสียใจมากตรงที่มะปรางไม่ได้เป็นแค่จักรยาน แต่เปรียบเสมือนเพื่อนคนหนึ่งของเรา"

หลังจากจบการปั่นจักรยานทัวริ่งที่เกาหลีใต้แล้ว หญิงเก่งคนนี้ได้ลองไปปั่นต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ตามด้วยเส้นทางการปั่นจักรยานที่ไกลที่สุด นั่นคือการปั่นข้าม ๘ ประเทศในทวีปยุโรป "พอดีตอนนั้นไมล์เลจที่สะสมใกล้จะหมดอายุ ดิฉันเลยเอาไปแลกเป็นตั๋วเครื่องบินไปลงเบลเยี่ยม แล้วมาขึ้นเครื่องกลับที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี วางแผนว่าจะปั่นเลียบแม่น้ำดานูบและแม่น้ำไรน์ เป็นเส้นทาง ๘ ประเทศ ได้แก่ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ออสเตรีย สโลวาเกีย และฮังการี การเตรียมตัวไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แค่หาข้อมูลและศึกษาเส้นทางที่จะไป แต่ไม่ตั้งเป้าทำเท่าที่ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต่อรถเอา ทริปนี้ทำได้ตามเป้าหมาย ใช้เวลาทั้งสิ้น ๖๗ วัน รวมระยะทางที่ปั่นจริง ๔,๐๗๙ กิโลเมตร ก่อนเดินทาง ดิฉันจะปั่นซ้อมด้วยระยะทาง ๒๕ กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงในทุกเช้า แต่พอถึงวันจริงเราต้องปั่นทั้งวัน

ในระยะแรกดิฉันจึงปั่นช้ามาก ความเร็วแบบรถจักรยานแม่บ้านเลย ผ่านไปสักพักร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้นทำให้ในระยะกลาง ความเร็วในการปั่นจะเท่ากับนักปั่นที่เราเจอตามทาง คือปั่นตามเขาทันแล้ว พอมาถึงระยะท้ายนักปั่นที่เราเจอระหว่างทางเขาจะปั่นตามเราไม่ทันแล้ว ขั้นตอนเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราแข็งแรงมาตั้งแต่แรก ทุกอย่างมาจากการฝึกฝน"

สำหรับเหตุการณ์ที่ลืมไม่ลงบนเส้นทางการปั่นสายยุโรปนี้ ลาร่าเล่าเรื่องราวที่เธอเรียกว่า "วันโชคร้าย" เพราะเป็นวันที่ต้องเผชิญกับหลายอุปสรรคที่ประดังเข้ามาทดสอบพร้อมกันในทีเดียว โดยเฉพาะอุปสรรคสำคัญอย่างเรื่องของสภาพธรรมชาติ กระนั้นก็เป็นสีสันที่ทำให้การเดินทางสนุก รวมถึงเป็นบทเรียนที่สอนให้เธอได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น

"วันนั้นเป็นช่วงปั่นจบจากเส้นเลียบแม่น้ำไรน์ และต้องปั่นข้ามเขาเพื่อไปเริ่มเส้นเลียบแม่น้ำดานูบ ตอนเวลาประมาณสี่โมงเย็น ดิฉันปั่นผ่านแคมป์ไซต์ที่หนึ่ง ลองเช็ค Google map เห็นว่ายังมีอีก แคมป์ข้างหน้าไปอีก ๒๗ กิโลเมตร เราคิดว่ายังมีเวลา เพราะช่วงเดือนกันยายนกว่าพระอาทิตย์จะตกประมาณสองสามทุ่ม น่าจะไปถึงได้ ซึ่งถ้าพักตรงนั้นพรุ่งนี้เช้า เราสามารถเริ่มเส้นทางแม่น้ำดานูบได้ทันที จึงตัดสินใจไปต่อ ทว่าดันเกิดยางแตก พอเปลี่ยนยางเสร็จ เมฆดำมาเลย เหลืออีกแค่สิบกิโลเมตร แต่ฝนลงหนักแล้ว ลองถามหาโรงแรม ปรากฏว่าโรงแรมที่ใกล้ที่สุดต้องปั่นย้อนเข้าเมืองไปอีก ๕ กิโลเมตร เลยตัดสินใจปั่นลุยต่อดีกว่า ดิฉันปั่นต่อจนเหลืออีกแค่ ๕ กิโลเมตรสุดท้าย ท้องฟ้าเริ่มมืด ทางข้างหน้าเป็นถนนลงเขายาวๆ ซึ่งมืดมาก และฝนยังตก แถมรถยนต์ก็วิ่งกันเร็ว ดูแล้วอันตรายเกินไปจนต้องตัดสินใจหยุดไม่ไปต่อ แล้วกางเต็นท์ตั้งแคมป์ที่ป่าสนข้างทางแทน แต่เผอิญเสาของเต็นท์ดันหักแทงทะลุผ้าทำให้กางไม่ได้อีก เหลือแค่ฟลายชีทที่กางไว้กันเต็นท์เปียกช่วยกำบังฝน คืนนั้นเรากลัวจะหนาวเลยต้องเอาผ้าใบคลุมจักรยานมาห่มเพิ่ม ทำให้ค้นพบว่าผ้าคลุมจักรยานอุ่นกว่าถุงนอนเราอีก (หัวเราะ)

พอตอนเช้าต้องหาทางซ่อมเต็นท์ เนื่องจากจะซื้อใหม่ก็หาไม่ได้ เพราะแถวนั้นเป็นชนบท จึงเข้าเมืองเผื่อบ้านใครจะมีอะไหล่พอให้ซ่อมประทังไปก่อน โชคดีได้เจอบ้านของคุณลุงคนหนึ่ง เขามีน้ำใจตัดท่อทองแดงมาช่วยดามเสาเต็นท์ที่หักจนกลับมาใช้ได้ดังเดิม ทำให้ไม่ต้องไปหาซื้อเต็นท์ใหม่ ถือเป็นความโชคดีมากๆของเรา พอดีดิฉันมีอาหารที่ติดตัวมาจากประเทศไทยเลยมอบให้เขาเป็นการตอบแทนน้ำใจ จากเหตุการณ์นั้นถึงแม้จะเริ่มต้นจากความโชคไม่ดีที่ไม่ตัดสินใจพักแคมป์ไซต์แรกที่เจอ จนต้องมาพบอุปสรรคต่างๆนานา แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายจบลงได้ด้วยดี ทำให้เรารู้เลยว่า ไม่ว่าจะอย่างไรย่อมมีฟ้าหลังฝนเกิดขึ้นเสมอ"

การเดินทางด้วยจักรยานคนเดียวทำให้ต้องเผชิญกับทุกเหตุการณ์ไม่ว่าดีหรือร้ายเพียงลำพัง หลายคนจึงมักถามผู้หญิงคนนี้ว่า ไม่กลัวบ้างหรือ

​ "เราก็จะถามกลับไปว่า กลัวอะไร ถ้ากลัวโดนปล้น กลัวโดนข่มขืน สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องเดินทางด้วยจักรยาน เดินทางปกติก็เกิดขึ้นได้ ความกลัวอยู่ที่ใจ ถ้ารู้ว่าสิ่งที่กลัวคือความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย เราอย่าพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น เช่น ตอนกลางคืนดิฉันจะไม่ออกไปไหนนอกจากจะมีเพื่อนไปด้วย ถึงจะอยากดูแสงสียามค่ำคืนแค่ไหน แต่เราต้องเลือก บางคนบอกว่าเรากล้า ดิฉันไม่คิดว่าตัวเองกล้า เพราะสิ่งที่เราทำผู้หญิงชาติอื่นๆเขาก็ทำกันเยอะแยะ เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่คนไทยอาจจะถูกเลี้ยงดูมาให้กลัวมากเกินไป ประคบประหงมเกินไป ถ้าเราทำการบ้านเตรียมข้อมูลดีไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเกินเหตุ แต่ทั้งนี้ไม่ควรยึดติดมากเกินไป เพราะถ้าคาดหวังมากจะผิดหวังมาก วิธีเดินทางมีเยอะค่ะ และพาเราไปถึงที่หมายได้เหมือนกันทั้งสิ้น"

นักปั่นหญิงมากความสามารถคนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทุกการเดินทางล้วนเริ่มจาก "ใจ" ใจที่กล้าจะก้าวเดินออกไป และใจที่พร้อมจะเอาชนะความหวาดกลัว ตลอดจนอุปสรรคที่เข้ามาทดสอบ

ชื่อคอลัมน์: 
สุขที่ใจรัก
ประเภทคอลัมน์: 
นิตยสาร: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: