บนถนนชนบทสายหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ เสียงว่าวธนูดังมาจากฟากฟ้ายามเย็นในฤดูหนาวที่แสงรำไร ชวนให้หวนคิดถึงวัยเด็กที่เคยนอนในซุ้มฟางข้าวอบอวลไปด้วยกลิ่นสาบฟาง ฟังเสียงว่าวธนูขับกล่อมทั้งคืน และเป็นแรงบันดาลใจให้ต้องออกไปค้นหาความเป็นมาของว่าวไทยในวัฒนธรรมอีสาน ด้วยการเดินทางไปพบกับ "ณรงค์ อุไรแข" ครูว่าววัย ๗๒ ปี ที่บ้านหนองตลาดน้อย ตำบลชุมเห็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ได้รับการขนานนามจากวงการว่าวว่า "ปรมาจารย์แห่งว่าวอีสาน"

"เมื่อก่อนไม่ได้ใช้กระดาษอย่างทุกวันนี้นะ เขาใช้ใบหนาด ใบสับปะรด นำมาตี แช่น้ำ แล้วสกัดออกมาเป็นกระดาษสา เรียกกันว่า กระดาษว่าว หรือจะใช้ใบกลอยแทนก็ได้ เชือกว่าวก็ลอกปอมาทำเอาตามวิธีโบราณเขาทำกัน" ครูว่าวเล่าให้ฟัง

"ว่าว" เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสองพันปีของจีนที่ไทยได้รับอิทธิพลมาจากการค้าและการเผยแผ่ศาสนาจากอินเดียในสมัยสุโขทัย และพัฒนาการเล่นและรูปร่างตามจินตนาการของตนจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละท้องถิ่น เช่น ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวอีลุ้ม เป็นต้น พระมหากษัตริย์และไพร่ฟ้าสมัยนั้นนิยมเล่นว่าวกันมากทั้งวันทั้งคืน พอถึงช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาจึงได้พัฒนาเป็น "ว่าวพนัน" ที่เน้นการแข่งขันเอาแพ้ชนะจนมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ว่าวได้เข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่มีผู้นิยมเล่นกันมากที่สุด

ณ ทุ่งนาไม่ไกลจากบ้านคุณณรงค์ เด็กๆ กำลังเล่น "ว่าวสองห้อง" หรือ "ว่าวดุ๊ยดุ่ย" กันอย่างสนุกสนาน ปีกบนใหญ่ ปีกล่างเล็ก ชาวอีสานเรียกว่า "ว่าวแม่ลูก" แปลมาจากภาษาเขมรว่า "แคลงแมะโกน" เพราะรับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมขอมโบราณ เล่นได้เฉพาะในฤดูหนาวตามกระแสลมที่พัดมาจากทิศเหนือในช่วงปลายปีเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ข้าวกำลังเหลืองอร่ามพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยว ชาวอีสานมีความเชื่อกันว่า การเล่นว่าวเป็นการส่งผ่านคำขอบคุณถึงเทวดาที่บันดาลฟ้าฝนให้ และเสี่ยงทายว่าปีหน้าน้ำท่าจะบริบูรณ์หรือไม่ วัสดุธรรมชาติชิ้นเล็กๆบนท้องฟ้าที่เรียกว่าว่าว จึงมีความผูกพันกับชาวนามานานกว่าพันปี

เมื่อมองตามเชือกว่าวขึ้นไปราวกับสายสัญญาณโทรศัพท์กระป๋องระหว่างเรากับท้องฟ้า โดยมีว่าวเป็นตัวรับสัญญาณ ส่วนเสียงธนู และช่วงเวลาสิ้นลมว่าว คือ "รหัสจากฟ้า" ที่ต้องแปลความหมายโดยนักสถิติธรรมชาติ ซึ่งก็คือชาวนาผู้รับชะตากรรมบนดินนั่นเอง

"ปีไหนมีคนเล่นว่าวกันมาก และเล่นได้จนถึงเดือนสามก็ทำนายได้ว่าฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์ อย่างปีนี้คนเล่นว่าวกันน้อยมาก ผมทำนายได้เลยว่าปี' ๕๙ ฝนท่าจะมีน้อย"

ปรมาจารย์แห่งว่าวอีสานกล่าว เสียงสูงหวานมาจาก "ธนู" หรือแอกที่ผูกไว้บนส่วนหัวของว่าว ว่าวดุ๊ยดุ่ยจึงมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า "ว่าวแอก" คันธนูทำจากไม้ไผ่ดัดโค้งผูกสายธนูที่ปลายทั้งสองข้าง ดูคล้ายคันธนู สายธนูจะยึดติดกับแผ่นหวายบางๆ หรือใบลานเป็นปมทำจากขี้ผึ้งชันโรง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้สูด เมื่อเสียดสีกับลมจึงเกิดเสียงดุ๊ยดุ่ยๆ ส่วนหางของว่าวใช้เศษผ้าเล็กๆต่อกันยาวทั้งสองข้างทำให้ว่าวเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ แต่สมดุล

"มีนานาความเชื่อว่าเสียงแอกว่าวไปรบกวนพระอินทร์จึงเป็นบาปกรรม เขาจึงตัดเชือกว่าวทิ้งเสีย ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ ตัดเวรตัดกรรมต่อกัน บางวัดมาให้ผมทำว่าวไปให้ชาวบ้านบูชาทำพิธีตัดเคราะห์ ผมก็ทำให้ ถึงจะไม่เห็นด้วย เพราะเชือกว่าวบนเสาไฟฟ้าอาจเป็นฝันร้ายของผู้ขับขี่ได้" ปัจจุบันความนิยมเล่นว่าวยังมีอยู่ในหมู่บ้านหนองตลาดน้อย เด็กๆ ทำว่าวเป็นกันแทบทุกคน เพราะมีคุณณรงค์เป็นต้นว่าวคอยสอนให้ เมื่อไปแข่งขันได้เงินรางวัลมา เด็กคนอื่นจึงอยากเล่นไปด้วย

แต่กระนั้น การเล่นว่าวได้มาถึงจุดอับแสงแรงลมน้อย เพราะสภาวะโลกร้อนได้เบียดบังลมหนาวจนเกือบหดหายไป และพื้นที่สำหรับเล่นว่าวก็ถูกรุกล้ำจากความเจริญที่นำโดยสายไฟฟ้าแรงสูง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ว่าวกลายเป็นเพียงอดีตและถูกเก็บเข้ายุ้งฉางเป็นขวัญข้าวอย่างที่เคยทำกันมา แต่อาจจะไม่นำออกมาโบยบินอีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ เพื่ออนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดบุรีรัมย์จึงได้จัดงานประเพณีมหกรรมว่าวห้วยราช "นอนดูดาว ชมว่าวแอก ห้วยราช" ที่อำเภอห้วยราชขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๒๙ และจัดต่อเนื่องกันมาทุกปีจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ ภายในงานมีทีมว่าวมากมายจากทั่วสารทิศต่างหมายชิงชัยความเป็น "เจ้าแห่งว่าวอีสาน"

"ได้รางวัลมาทุกปีครับ ภรรยาผมก็เป็นแชมป์แกว่งแอกหลายสมัย ในปี ๒๕๕๐-๒๕๕๖ ผมเป็นแชมป์ ๗ สมัย ทางผู้จัดงานเขากังวลว่าทีมว่าวจะมาร่วมงานน้อยลง เพราะแข่งทุกปีก็แพ้ทุกครั้งจึงขอให้พักก่อนและตั้งให้เป็นปรมาจารย์แห่งว่าวอีสานไปแข่งขันที่ภาคอื่นๆ และที่สหรัฐอเมริกา" คุณณรงค์กล่าวอย่างภูมิใจ

ส่วนเส้นสายลายศิลป์บนตัวว่าวมาจากฝีมือนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ที่มาประชันฝีมือกันเต็มที่ ภาพศิลป์ลอยฟ้าของคุณณรงค์มาจากจินตนาการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ที่มีจิตอาสามาช่วยออกแบบให้ ภาพวาดส่วนใหญ่จะเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ผีเสื้อ นกฮูก เสือ ปลา ปราสาทพนมรุ้ง และลายไทยต่างๆ จะมีข้อยกเว้นก็เพียงภาพล้อเลียนการเมืองเท่านั้น

วีระพงษ์ เจวรัมย์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมบริหารงานการศึกษา สำนักงานเทศบาลตำบลโคกเหล็ก ทำหน้าที่จัดส่งว่าวแอกเข้าประกวดที่อำเภอห้วยราชทุกปี ได้อธิบายถึงวิธีการแข่งขันว่าวว่า

"การแข่งขันมีทั้งหมด ๔ ประเภท คือ ว่าวแอกพัฒนา ว่าวแอกยักษ์ ว่าวแอกโบราณ ว่าวแฟนตาซี และมีการแข่งขันแกว่งแอกว่าวด้วยเกณฑ์ในการให้คะแนนจะดูจากความสวยงาม ขนาดของว่าว ความสง่างามในการขึ้นว่าวช่วงหกโมงเย็น การวัดองศาเชือกว่าวช่วงเที่ยงคืน และความนุ่มนวลในการนำว่าวลงในเช้าวันต่อมา คณะกรรมการจะรวบรวมคะแนนและตัดสินผลการแข่งขัน"

"เราต้องเล่นกับว่าวเหมือนเย่อกับปลานั่นแหละครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าวด้วยถ้าทำว่าวดีมันก็นิ่ง ดวงก็มีส่วนด้วย เพราะว่าวมีอยู่เป็นร้อยๆ ตัวบนฟ้าที่รอคิวเอาลง บางคนเจอลมดีก็โชคดีไป แต่บางคนไม่ได้โชคดีอย่างนั้น" พล โจมรัมย์ คนทำว่าวแอกเขมรตำบลโคกเหล็กเผยเทคนิคการนำว่าวลง งานประเพณีว่าวห้วยราชแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการ ๓๐ กว่าปีว่าวแอกอีสาน เมื่อก่อนโครงว่าวมีขนาดเล็กทำจากไม้ไผ่ และนิยมใช้ถุงปูนซีเมนต์ทำกระดาษว่าวเพราะต้านแรงลมได้ดี ปัจจุบันมีวัสดุให้เลือกใช้มากมายอย่างท่อพีวีซีก็สามารถใช้ทำว่าวได้ ผ้าใบใช้แทนกระดาษว่าวแต่งเติมลวดลายสีสันได้ราวผีเสื้อขยับปีกบนท้องฟ้า ว่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตึก ๒ ชั้น เรียกว่า "ว่าวแอกยักษ์" ต้องใช้คนทำเท่ากับจำนวนคนปล่อยว่าว ๕ - ๑๐ คน จึงจะสามารถปล่อยว่าวขึ้นและนำลงได้อย่างปลอดภัย

ประเพณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมว่าวที่มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการละเล่น การเสี่ยงทาย การแข่งขัน ประชันความงาม และการสงครามในอดีตที่จีนและเมียนมาเคยประยุกต์ใช้ในการรบมาแล้ว การมีส่วนร่วมในงานประเพณีแข่งว่าวของชุมชนต่างๆนำมาซึ่ง "การว่าจ้างทำว่าวกึ่งทำเอง" กล่าวคือ ตำบลใดไม่มีผู้เชี่ยวชาญทำว่าวแอกยักษ์ก็จะไปว่าจ้างคนทำเป็นมาทำให้ แต่ต้องใช้แรงงานของผู้ว่าจ้างเพื่อฝึกทักษะการทำว่าวให้แก่คนในพื้นที่ แต่บางตำบลก็ไม่ได้เน้นการเอาแพ้ชนะ แต่เน้นที่การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในงานประเพณีตามนโยบายเท่านั้น

"ขั้นตอนการทำว่าวแอกยักษ์ที่ต้องประณีตมากๆ ก็คือการชั่งน้ำหนักปีก ถ้าปีกหนักไม่เท่ากันจะเอียงส่ายจนหัวปักพื้นตั้งแต่ยังไม่กินลมบน และไม้ไผ่เป็นอุปกรณ์ที่ต้องคัดสรรมาอย่างดี" คุณณรงค์กล่าว

ในขณะที่คุณพลก็พูดถึงว่าวที่เป็นลักษณะเฉพาะของตน "เอกลักษณ์ว่าวแอกของแต่ละชุมชนมีความแตกต่างกันครับ ว่าวแอกของผมสืบทอดมาจากเขมร ห้องว่าวจะเป็นเหลี่ยมมีมุม แต่ห้องว่าวแอกที่อื่นจะเป็นวงรี เสียงแอกของเราดังช้าๆ มีสามเสียง แต่เสียงแอกของอำเภออื่นจะดังถี่ๆ มีเจ็ดเสียงคล้ายเสียงระนาด เป็นความนิยมของแต่ละชุมชนนะครับ"

โรงเรียนในอำเภอห้วยราชได้ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนทำว่าว หัดเหลาหัดทำกันเอง เสร็จแล้วนำไปทดลองปล่อยในสนามฟุตบอล เมื่อถึงเดือนธันวาคมก็จะรวมทีมกันไปแข่งขันทำว่าวยุวชนในงานประเพณีว่าวห้วยราช อีกทั้งเด็กยุคนี้ยังรู้จักติดกล้องวิดีโอบนตัวว่าวด้วย เมื่อนำมาเปิดชมจะเห็นภาพว่าวกำลังมองเราจากบนฟ้าสร้างความตื่นเต้นให้กับเด็กๆให้ชื่นชอบการเล่นว่าวมากขึ้น ขอเรียกว่าวติดกล้องนี้ว่า "ว่าวโดรน" ที่ดูฉลาดขึ้น เพราะว่ามีทั้งภาพและเสียง

เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณ หรือรหัสจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะบอกใบ้ให้รู้ว่า "ว่าว" คือดนตรีอมตะของสรวงสวรรค์ที่จะส่งเสียงขับขานกังวานก้องผ่านยุคสมัยไปอีกแสนนาน

ชื่อคอลัมน์: 
สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ประเภทคอลัมน์: 
นิตยสาร: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: