เสียงจักรยานของพากเพียรมาจอดหน้าบ้าน ก่อนเจ้าตัวจะเปิดประตูก้าวเข้ามา นางสำเนียงยังไม่นอน พอเห็นหลานชาย ก็ถามว่า

"ไปหาเมมันทำไมดึกๆดื่นๆ"

"ไปคุยกันน่ะยาย..."

พากเพียรโกหก เห็นยายจ้องมองก็พูดต่อว่า

"ไม่มีเรื่องอะไรหรอกยาย"

"เขาเป็นผู้หญิง ไปนั่งคุยบ้านเขานานๆมันไม่เหมาะ ชาวบ้านจะนินทาเมได้" ยายสำเนียงเริ่มต้นบ่นอีก พากเพียรจึงหัวเราะออกมาเบาๆ...หัวเราะไปอย่างนั้นเอง

"หนูเป็นเพื่อนกัน"

"เพื่อนได้ไง ผู้หญิงกะผู้ชายเป็นเพื่อนกันแค่ไหน ก็ต้องไม่อยู่ด้วยกันดึกๆ"

ยายสำเนียงยืนกรานความคิดเดิมของตน พากเพียรคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับยายให้มากเรื่อง เขาจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นนุ่งผ้าขาวม้าคว้าขันกับสบู่เดินไปที่ก๊อกน้ำหน้าบ้าน

อาบน้ำ...ล้างความเศร้า บางทีอาจจะทำให้สบายขึ้นก็ได้

ยายสำเนียงมองตามหลานชายแล้วก็เลยเดินตามไปเกาะประตูดู สงสัยว่าพากเพียรจะชอบพอกับเมรัยหรือเปล่า แต่ก็ไม่น่าใช่ ความห่วงใยที่ทั้งสองมีให้แก่กันดูไม่เหมือนคนเป็นคู่รักแม้แต่น้อย ถ้าเช่นนั้น พากเพียรไปคุยอะไรกับเมรัยตั้งเป็นนานสองนาน...

ความคิดของนางสำเนียงพุ่งไปที่ลุงช่วย บางทีคนๆนั้นอาจจะรู้ พวกเด็กๆชอบไปหาลุงช่วย แต่นางสำเนียงก็ไม่อยากไปถามลุงช่วย นางไม่ต้องการแม้แต่จะมองหน้าคนๆนั้นด้วยซ้ำไป พอคิดเช่นนั้น นางก็เดินกลับไปกางมุ้งก่อนจะมุดเข้าไปนอนเงียบๆ

พักหนึ่งพากเพียรก็อาบน้ำเรียบร้อย เขากลับเข้ามาในบ้านที่มีเพียงห้องกว้างห้องเดียว นั่งลงหน้าลังไม้ที่ต่อเป็นโต๊ะเตี้ยๆสำหรับนั่งกับพื้นเขียนหนังสือ หยิบตำราเรียนมาเปิดอ่าน พยายามรวบรวมกำลังใจและความมุ่งมั่นกลับคืนมาให้จงได้

นี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาต้องทำเป็นเบื้องแรก...ภาระของเขาคือการเรียน ไม่ใช่ปานตา ไม่ว่าหล่อนจะรักเขาหรือไม่รักก็ตาม เขาก็ต้องเรียนหนังสือ ต้องมีอนาคตของตัวเอง

นางสำเนียงมองเห็นพากเพียรกลับไปนั่งอ่านหนังสืออีกครั้งนางก็ค่อยเบาใจ บางทีนางอาจคิดมากไปก็ได้ เมรัยกับพากเพียรอาจไม่ได้มีอะไรกันมากกว่าความเป็นเพื่อน...สมัยนี้ผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพื่อนกันได้ เขาว่ากันอย่างนั้น แต่สมัยของนาง ผู้หญิงกับผู้ชายไม่เป็นเพื่อนกัน เป็นได้เฉพาะคู่รักหรือผัวเมีย หากไม่ใช่สองสถานะนี้ ก็แค่คนรู้จักธรรมดาเท่านั้นเอง

พักหนึ่งยายก็หลับ พากเพียรรู้ว่ายายเหนื่อยนัก และเขาก็ห่วงยายเสมอ ร่างที่นอนตะแคงอยู่ในมุ้งหันหน้าเข้าข้างฝา หันหลังให้แสงไฟคือร่างของคนเพียงผู้เดียวซึ่งรักเขาที่สุด คนที่ไม่ว่าอย่างไรก็ห่วงเขาและไม่เคยคิดร้ายต่อเขา คนๆนี้ละ ที่เขาต้องดูแลไปจนตลอดชีวิต...

เด็กหนุ่มก้มหน้าลงจ้องหนังสือ แต่ตาไม่ได้รับรู้กับตัวอักษรที่เรียงกันเป็นพืดนั้น

ตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่มขึ้นมา ก็หนนี้เองที่พากเพียรได้พบว่าความรู้สึกอกหักและปวดร้าวนั้นให้รสชาติสาหัสเพียงใด เขามีความหวังและความฝันมากมายอยู่ที่ปานตา แต่หล่อนกลับเห็นความรู้สึกของเขาเป็นแค่ของเล่นเท่านั้นเอง

พรุ่งนี้...เขาจะต้องไปเจอกับปานตา มีคำถามที่เขาจะถามหล่อนเพื่อให้กระจ่างชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน

 

ใช้เวลาไม่นานนักพากเพียรก็ตามหาปานตาพบ หล่อนนั่งคุยหัวเราะต่อกระซิกดูภาพถ่ายจากมือถืออยู่กับกลุ่มเพื่อนของหล่อน พอเห็นเขาเดินเข้าไปใกล้ ทั้งกลุ่มก็ชะงัก หันมาสบตากันยิ้มๆทำท่าขบขันเขา

พากเพียรไม่สนใจคนอื่นๆเขาเดินตรงไปหยุดข้างปานตา ถามหล่อนว่า

"ขอคุยเป็นการส่วนตัวหน่อยได้ไหม"

ปานตาทำหน้าบึ้ง

"มีอะไรต้องคุยอีกล่ะ ไม่เห็นเหรอว่าเรากำลังยุ่งอยู่"

ยุ่งของหล่อนคือการนั่งดูภาพจากมือถือ...พากเพียรนึกจะย้อนถามแต่หักใจคิดได้ว่า ไม่ใช่เรื่องของเขา

"ขอเวลาแค่ไม่กี่นาทีหรอก..."

เขาย้ำ สีหน้าเคร่งเครียด

"งั้นพูดตรงนี้เลย"

ปานตาบอกเสียงห้วน

พากเพียรมองหน้าทุกคน เห็นแววตาขบขันของเพื่อนในกลุ่มหล่อน และสีหน้าเย่อหยิ่งของปานตาเขาก็นึกเดาได้ทันทีว่า แท้ที่จริงแล้วเขาก็แค่คนโง่คนหนึ่งที่ปานตาหลอกเอาไว้ใช้ทำรายงานให้ ให้ซื้อของ ให้พาเที่ยว...แค่นั้น

เพื่อนทุกคนในกลุ่มของหล่อนรู้ดี มีแต่เขาเท่านั้นที่โดนหลอกโดยไม่รู้ตัว

"แน่ใจนะ" เขาย้ำ

"แน่นอน..." หล่อนเชิดคาง

"ที่ผ่านมา ตาหลอกใช้ผมใช่ไหม"

ปานตาหันไปสบตากับเพื่อน แล้วยิ้ม หลายคนก้มหน้าแต่มองออกว่ากำลังกลั้นหัวเราะ

พากเพียรมองหน้าหล่อนนิ่ง

"จะมาหวังอะไรกันนักหนาหือเพียร อย่างเธอน่ะแค่ฉันคุยด้วยก็ดีแล้ว ฉันอุตส่าห์ลดตัวลงไปให้เธอทำรายงานให้ เธอน่าจะดีใจด้วยซ้ำไป"

หล่อนหันมาตอบเขาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะอย่างขบขันแกมเวทนา

พากเพียรเม้มปากแน่นครู่หนึ่ง ตาจ้องหล่อนก่อนจะโพล่งขึ้นมาว่า

"งั้นที่ตายอมให้ผมกอดจูบในโรงหนัง ให้จับเนื้อจับตัว ก็ไม่สำคัญอะไรเลยสิ"

ปานตาสะดุ้ง หยุดหัวเราะ...เพื่อนของหล่อนหันขวับมามองคนทั้งสองอย่างตกใจ ปานตาได้สติก่อน หล่อนตวาดเสียงแหลมว่า

"นี่ อย่ามาพูดมั่วนะ ใครจะไปกอดกับแก ไอ้เด็กสลัมนั่งขายข้าวแกงริมถนน...คนอย่างฉันไม่ลดตัวลงไปยุ่งด้วยหรอก แค่พูดด้วยก็เสียเวลามากแล้ว" ปานตาปากสั่น

หล่อนฉวยกระเป๋านักเรียนแล้วลุกขึ้น พากเพียรมองหล่อน รู้ดีว่าปานตากำลังตกใจและอาย

ด้วยความแค้นที่โดนหลอก ทำให้พากเพียรหลุดปากออกไปอีกว่า

"ใช่ ผมเป็นเด็กสลัม แต่เด็กสลัมอย่างผมก็จริงใจมากกว่า ตายอมให้ผมกอดจูบเพื่อแลกกับรายงาน แลกกับข้าวของนิดหน่อย แล้วต่อไปจะต้องยอมให้ผู้ชายคนอื่นทำอะไรตาอีกเพื่อแลกกับสิ่งที่มากกว่านี้"

"ไอ้บ้า"

ปานตาแทบจะกรีดร้อง หากไม่เกรงว่าคนอื่นจะหันมาสนใจมากขึ้น เพื่อนสาวๆของหล่อนนิ่งฟังกันหูผึ่งเพราะเป็นความลับที่ไม่เคยรู้มาก่อน

พากเพียรใจเย็นกว่า เขามองหล่อนหัวจรดเท้า ทั้งรักทั้งแค้นแล่นไปทั่วร่าง แต่พร้อมกันนั้นก็ตาสว่างจนเห็นตัวจริงของปานตาได้ชัดเจน

"ตาไม่ควรบังคับให้ผมพูดเรื่องนี้"

พากเพียรพูดเพียงแค่นั้นแล้วจึงหมุนตัวเดินผละออกมา แม้จะนึกเสียใจที่หลุดปากออกไปแบบนั้น แต่เขาก็...ทำลงไปเสียแล้ว ไม่อาจเรียกคำพูดคืนมาได้

จนแล้วจนรอด พากเพียรก็ไม่อยากทำให้ปานตาเสียใจและอับอายเลย

 

คนเราเมื่อสามารถปลดภาระทางใจบางอย่างลงได้ ก็เหมือนกับว่าชีวิตได้กลับคืนมาเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง พากเพียรรู้สึกได้ว่า ชีวิตที่ไม่มีชื่อของปานตาเข้ามาพัวพัน กลับเป็นชีวิตที่โปร่งเบาและอิสระ แม้จะเหงาอยู่ในส่วนลึก แต่เขาก็หวังว่าสักวันความรู้สึกนั้นจะค่อยๆจางลงไปได้

ดอกตะแบกสีม่วงคลี่กลีบเป็นช่อชั้นอยู่ตามรายทางเดิน รถราติดแต่เช้าและพากันพ่นควันจากท่อไอเสียออกมารมผู้คนให้สูดเข้าปอดไปเหมือนเช่นทุกวัน นี่คือความเป็นจริงและเขาจะต้องอยู่กับมัน

อีกไม่กี่เมตรเขาก็จะถึงร้านของเมรัย เขาจะแวะคุยกับหล่อน และบอกให้หล่อนรู้ว่าเขาจะไปทำงานพิเศษเพื่อนำเงินมาช่วยหล่อนใช้หนี้

ไฟเขียวพอดี ทำให้รถที่ติดอยู่รีบเร่งเครื่องพารถออกอย่างรวดเร็ว เป็นเวลาเดียวกับที่รถตู้คันหนึ่งแล่นปราดชิดซ้ายมาจอดกึกตรงริมทางเท้าที่เมรัยจอดรถเข็นขายของ ผู้ชายสามสี่คนกรูกันลงมาจากรถวิ่งตรงไปยังเมรัยที่ยืนตะลึงอยู่

พากเพียรรู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาวิ่งจี๋ตรงไปหาเมรัยด้วยเช่นกัน ได้ยินเสียงหล่อนร้อง แต่ไม่ทันถึงเขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหนึ่งในนั้นควักปืนออกมา เท่านั้นเมรัยก็หน้าซีดเผือด

"ใครไม่เกี่ยวอย่าเสือก..."

มันส่ายปืนมาที่พากเพียรที่ยืนนิ่งอยู่กับที่

"เพียร ไปบอกแม่เราด้วย"

นั่นคือเสียงตะโกนสั่งของเมรัย ก่อนที่พวกมันจะลากหล่อนขึ้นรถตู้ขับหายไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของแม่ค้าทุกคนในบริเวณนั้น และรถบางคันที่แล่นอยู่บนถนน

พากเพียรเบิ่งตากว้าง เขาพยายามมองเลขทะเบียนรถแต่พบว่าพวกมันไม่ติดป้ายทะเบียน เขาเดาได้ทันทีว่าน่าจะเป็นคนของเฮียเก๊า

ชาวบ้านที่ยืนอยู่ในละแวกนั้นรุมล้อมกันเข้ามาทันที หลายคนรู้จักกับพากเพียรจึงทักว่า

"ไอ้เมมันไปเอาเงินเฮียเก๊ามา แล้วไม่ใช้คืน...โดนลากไปแบบนี้ไม่รู้ว่ามันจะทำยังไงมั่ง"

เสียงวิจารณ์อื้ออึงทำให้พากเพียรใจฝ่อ เหลียวมองไปรอบตัวมีแต่คนวิจารณ์แต่ไม่มีคนยื่นมาเข้าช่วยได้ คนหนึ่งพูดขึ้นว่า

"เอ็งเป็นเพื่อนกัน รีบไปบอกแม่มันสิ ตายละวา แล้วนี่จะทำยังไงกันล่ะ แม่มันก็ไม่สบายด้วย จะไปหาเงินจากไหน มีหวังเฮียเก๊ามันเอาตัวไอ้เมไปแทนเงินแน่"

"น้าช่วยเก็บรถให้เมก่อนได้ไหมน้า เดี๋ยวผมมา" พากเพียรขอร้อง "ผมจะรีบไปหาคนช่วยเมก่อน"

"ใครวะ"

"เพื่อนผม คุยกับเฮียเก๊าได้" เขาตอบคลุมเครือ

อีกฝ่ายพยักหน้า ยินดีช่วยเหลือให้ นั่นเอง พากเพียรจึงรีบหันหลังก้าวออกมาจากตรงนั้น

เฮียเก๊า...

ชื่อนี้ทำให้พากเพียรนึกถึงต่อพงษ์...เพื่อนเขาน่าจะหาทางช่วยได้

เขารีบโบกเรียกแท็กซี่ และสั่งให้ตรงไปยังอพาร์ตเม้นต์ของต่อพงษ์ทันที

นั่งรถไปด้วยใจอันร้อนรุมราวกับสุมด้วยไฟกองใหญ่ หวั่นวิตกและหวาดกลัวด้วยความคิดที่ตนเองได้ตัดสินใจลงไปในนาทีนั้นว่า

...ตอนนี้ถึงต่อพงษ์ให้เขาส่งยาบ้า หรือยาอี ยาไอ๊ซ์ เขาก็จะทำ ถ้าหากทำแล้วสามารถช่วยชีวิตของเมรัยได้...

พากเพียรเคยรู้ว่าเฮียเก๊ายิ่งใหญ่ในชุมชน แต่เขานึกไม่ถึงว่าความยิ่งใหญ่นั้นจะมากขนาดฉุดผู้หญิงได้กลางกรุงตอนกลางวันแสกๆแบบไม่กลัวกฎหมายบ้านเมือง ถ้าเป็นเช่นนั้น การเป็นเด็กเดินยาให้เฮียเก๊าก็ต้องได้รับความคุ้มครองแน่นอน

กฎหมายบังคับได้เฉพาะคนจน คนดีทำมาหากิน คนเลวแต่เส้นใหญ่กฎหมายไม่เคยเอื้อมมือไปถึง เพราะผู้รักษากฎหมายเป็นพวกเดียวกัน

พากเพียรบอกตนเองอย่างคนจนมุม...พวกเขามันเป็นชนชั้นที่ต้องจนมุมอยู่แล้วมิใช่หรือ หลังพิงฝาแก้ปัญหาให้ตัวเองมาโดยตลอด

ความพลุ่งพล่านเกิดขึ้นในใจของพากเพียรจนสุดจะระงับ ขณะนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในแท็กซี่ที่จอดรอรถติดอยู่หน้าอพาร์ตเม้นต์เพราะมีรถตำรวจจอดอยู่หลายคัน

คนขับแท็กซี่หันมาบอกเขาว่า

"ลงตรงนี้ไหมครับ รถตำรวจเต็มเลย"

พากเพียรพยักหน้า เดาว่าคงมีอุบัติเหตุ เขาจึงจ่ายเงินค่ารถแล้วเปิดประตูก้าวลงไป

เขาเดินตรงไปที่ทางเข้าอพาร์ตเม้นต์แต่โดนตำรวจกันไว้ไม่ให้เข้า จำต้องยืนรออยู่ด้านหน้าอย่างร้อนใจ เกรงว่าเขาจะมาช้าและต่อพงษ์ออกไปก่อนแล้ว

"ตำรวจมาทำอะไรกันเต็มไปหมดเลยครับ"

พากเพียรถามชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆกัน แต่ไม่ได้คำตอบ พากเพียรกวาดตามองไปรอบๆรู้ได้ว่าสถานการณ์ไม่ปกติ นักข่าวและไทยมุงเต็มลานจอดรถของอพาร์ตเม้นต์จนเลยไปยืนออกันบนถนน แต่ถูกกันเอาไว้ไม่ให้ใกล้รถตำรวจ

ขณะที่กำลังสงสัยและร้อนใจหาทางไปเจอต่อพงษ์...ภาพที่ปรากฏแก่ตาก็ทำให้พากเพียรนิ่งอึ้งไปในนาทีนั้น

ตำรวจจำนวนหนึ่งต้อนเด็กหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาเดินตามกันลงบันไดตึกมา ในจำนวนนั้นมีชานนท์และต่อพงษ์รวมอยู่ด้วย ทุกคนถูกจับใส่กุญแจมือล่ามไว้ด้วยกันเป็นแถว แถวละห้าคน เดินก้มหน้าตามกันลงมา แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปของบรรดานักข่าวสว่างวอบแวบถี่ยิบ

ได้ยินเสียงไทยมุงที่ยืนอยู่ใกล้ๆคุยกันว่า

"เด็กพวกนี้มันมามั่วสุมเสพยา ขายยาบ้า ยาอีกันที่อพาร์ตเม้นต์ ตำรวจบุกเข้าไปตอนเช้ามืด จับได้ตั้งหลายคน ที่เมายาอยู่ก็มี ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เห็นว่าได้ของกลางหลายพันเม็ดด้วยนะ"

พากเพียรแทบไม่เชื่อสายตา...นี่ไงเล่า...ความยิ่งใหญ่ของเฮียเก๊าที่ชานนท์และต่อพงษ์เคยเชื่อถือว่าสามารถคุ้มครองพวกตนให้พ้นมือตำรวจได้ ความคุ้มครองที่เคยทำให้ผยองมาตลอด แท้ที่จริงแล้วไม่มีใครพ้นมือกฎหมายได้ เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

พากเพียรยืนรอจนกระทั่งตำรวจพาผู้ต้องหาทั้งหมดขึ้นรถกลับไปแล้ว เขาจึงกลับบ้าน ตัดสินใจไม่ไปโรงเรียน แต่ตรงกลับบ้านไปบอกเรื่องเมรัยกับพ่อแม่ของหล่อน เจอนางเงินนั่งร้องไห้อยู่ท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนบ้านอย่างหมดปัญญาจะแก้ไขปัญหาได้ ทุกคนได้แต่ปลอบนางไปตามเรื่อง พากเพียรเห็นแล้วก็ได้แต่สลดใจ

ตัวเขาเองไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปจึงกลับบ้าน เก็บกระเป๋านักเรียนแล้วถีบรถจักรยานไปหาลุงช่วย

ไม่พบลุงช่วย เดาได้ว่าคงไปเก็บของเก่า นั่งรอที่หน้าบ้านพักเดียวลุงช่วยก็กลับมา หน้าตาไม่ดีนัก

"ลุงได้ยินมาว่าไอ้เมถูกรถตู้ฉุดขึ้นรถไปเรอะไง" เขาถามทันทีที่เจอหน้า

พากเพียรพยักหน้ารับ

"ทำไงดีครับลุง พวกมันเป็นคนของเฮียเก๊า เมติดหนี้เฮียเก๊าอยู่หลายหมื่นไม่มีคืน มันเลยมาเอาตัวไป"

พากเพียรเล่าออกไปอย่างจนปัญญา

ลุงช่วยด่าออกมาคำหนึ่งอย่างที่พากเพียรไม่เคยได้ยินลุงด่ามาก่อน เขานิ่งมองหน้าพากเพียร ก่อนถามเสียงดุๆว่า

"เอ็งรู้เรื่องหนี้มาก่อนแต่ไม่บอกลุง"

พากเพียรหน้าเจื่อน

"ผมคิดว่าถึงลุงรู้ก็ช่วยไม่ได้ แล้วเมมันก็ไม่อยากให้ใครรู้ กระทั่งแม่มันยังไม่รู้เลย"

พากเพียรเดินกลับไปกลับมาด้วยความวิตกพลางนึกโทษตัวเองไปด้วย เขาน่าจะบอกเรื่องนี้กับลุงช่วย น่าจะบอกให้พ่อแม่ของเมรัยรู้ และน่าจะปรึกษาผู้ใหญ่มากกว่าคิดจะแก้ปัญหานี้เอง

ปัญหามันใหญ่เกินกว่าเด็กๆอย่างเขาจะจัดการได้ ผลสุดท้ายบานปลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร

"ผมว่า เราไปหาเฮียเก๊ากันดีไหมลุง"

ลุงช่วยส่ายหน้า

"แบบนี้มันไม่ได้ต้องการเงินแต่มันต้องการตัวไอ้เม"

พากเพียรใจไม่ดี เขามองหน้าลุงช่วย ฝ่ายนั้นนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด ก็เลยไม่กล้าถามอะไรอีก

พักเดียว ลุงช่วยก็ตัดสินใจได้ บอกกับเขาว่า

"เอ็งไปกับลุงได้ไหม"

"ไปไหนลุง"

"ไปหาคนคนหนึ่ง เขาจะช่วยไอ้เมได้"

ลุงช่วยพูดด้วยน้ำเสียงที่บอกความมั่นใจ

"ไปสิลุง...ว่าแต่"

เขามองหน้าลุงช่วยด้วยความไม่แน่ใจเท่าใดนัก ก่อนพูดต่อไปว่า

"เขาจะยอมช่วยเรื่องนี้หรือลุง"

สีหน้าของลุงช่วยบ่งบอกความเชื่อมั่นจนทำให้พากเพียรพลอยรู้สึกตามไปด้วย

"ถ้าลุงขอ เขาต้องช่วย"

หากคนอื่นเป็นผู้พูดประโยคนี้ บางทีพากเพียรอาจนึกว่าอีกฝ่ายพูดโอ่ แต่เมื่อคนพูดคือลุงช่วย ย่อมไม่ใช่เช่นนั้น

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า

 

ชื่อคอลัมน์: 
นวนิยาย
ประเภทคอลัมน์: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: