ที่พระราชวังละโว้ สมเด็จพระนารายณ์ทรงใช้ทหารรับจ้างชาวพุทธเกศ1 เป็นทหารรักษาพระองค์

ทหารฝรั่งจะอยู่เวรยามรักษาความปลอดภัยตามป้อมปืนทั้งเจ็ดอันรายรอบอยู่ตามมุมกำแพงพระราชวัง มีเพียงมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิดและปลัดทูลฉลองเท่านั้น ที่ทรงโปรดให้ใช้ไพร่สยาม

ไม่มีผู้ใดรู้เหตุผลของพระองค์ หากถ้าให้บัวสายปะติดปะต่อความที่ได้ยินมาจากคุณนุ่ม อาจจะเป็นไปได้ที่สมเด็จพระนารายณ์ไม่ไว้ใจทหารสยามว่าอาจจะเอาใจออกห่างพระองค์ ไปเข้ากับกลุ่มคนที่คิดทำกบฏ

เมื่อเดินขึ้นจากฉนวนท่าน้ำ ผ่านทางเดินปูด้วยอิฐก้อนเล็กเลียบกำแพงพระราชวัง นางวงก้มหน้าก้มตาคุมนางทาสทั้งหลายช่วยกันขนข้าวของมุ่งหน้าไปยังเรือนวิชาเยนทร์ ท่านผู้หญิงมารีนั้นเลี้ยวไปทางพระราชวังเพื่อพบกับออกญาวิชาเยนทร์ผู้สามี โดยมีนางพี่เลี้ยงอุ้มหนูยอร์จเดินตามไปพบกับบิดาด้วย

มีเพียงบัวสายที่เดินทอดน่องสบายใจ ดวงตาสุกสกาวลอบสังเกตทหารรับจ้างชาวพุทธเกศด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ผมของพวกพุทธเกศเป็นสีทอง ดวงตาสีฟ้าใสแจ๋วราวลูกแก้ว ตัวนั้นโตราวยักษ์ปักหลั่น พวกเขาจะยืนยามอยู่หน้าช่องประตูพยัคฆาที่ก่อด้วยอิฐทรงสูง ยอดเป็นซุ้มโค้งแหลมตามแบบตะวันตก ทหารหนุ่มในเครื่องแต่งกายแปลกตาสะพายปืนกระบอกยาว ยืนนิ่งขึงราวเป็นรูปสลักมากกว่าผู้คนที่มีชีวิตจิตใจ

ดวงตาของเด็กสาวเต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์ แรกทีเดียวบัวสายคิดว่าฝรั่งอั้งหม้อล้วนมีหน้าตาเหมือนกันทั้งสิ้น หากทว่าเมื่อได้พินิจดูอย่างถ้วนถี่แล้ว จะเห็นได้ว่าชาวฝรั่งเศสอย่างมาร์ติโน ทหารพุทธเกศ และแม้แต่ฝรั่งวิลาส2 ล้วนแต่มีลักษณะของรูปหน้า จมูก ดวงตา และริมฝีปากแตกต่างกันทั้งสิ้น

เปรียบประหนึ่งกับชาวสยาม ลาวกาว จีน ญวน คนที่ไม่เคยคุ้นอาจมองว่าหน้าตาเหมือนกันไปทั้งหมด หากได้รู้จักอย่างถ่องแท้แล้ว จะพบว่าแต่ละชาตินั้นมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อมองแลลอดผ่านจากทหารยามเข้าไปภายในพระราชวัง จะเห็นเพียงแค่โรงช้างต้นและโรงม้าอยู่เบื้องหน้า แลไปทางด้านซ้ายมือก็จะเห็นถังเก็บน้ำขนาดใหญ่และพระคลังศุภรัตน์3 ส่วนหมู่พระที่นั่งทั้งหลายนั้นแอบอยู่หลังกำแพงพระราชวังชั้นใน

พระราชวังละโว้ในความคิดของบัวสาย...งดงามยิ่งนัก

แม้ไม่ใหญ่โตเท่าพระราชวังหลวงที่อยุธยา หากโอ่อ่าทันสมัย จะเดินไปแห่งใดล้วนมีแต่กรุ่นหอมของมวลมาลา และเสียงไพเราะเสนาะใสของเสียงดนตรี ราวกับอยู่ในแดนสวรรค์

หญิงสาวเคยตามคุณนุ่มเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงสุดาวดี ที่พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังเมื่อนานมาแล้ว

ครั้งนั้นบัวสายตื่นเต้นจนนอนไม่หลับหลายคืน ด้วยเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้เหยียบย่างเข้าไปถึงภายในพระบรมมหาราชวัง

พระบรมมหาราชวังที่ผู้คนพากันกล่าวขานถึงนั้น สวยงามราวสวรรค์ชั้นฟ้า นภศูลทองคำเก้ายอดงามสง่าอยู่เหนือพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท เครื่องบนประดับด้วยแก้วมณีมากมาย ส่องประกายระยิบระยับล้อแสงแดด

รูปนารายณ์ทรงครุฑยุดนาคที่หน้าบันพระมหาปราสาทดูอ่อนช้อย หากทว่าน่าเกรงขามอยู่ในที นัยน์ตาของทั้งพญาครุฑและพญานาคคมวาวราวกับมีชีวิตจริง

รายรอบพระที่นั่งเรียงรายไปด้วยรูปสัตว์หิมพานต์หล่อด้วยโลหะ ปิดทองล่องชาด ประดับแก้วมณีล้ำค่า งดงามนักหนา สัตว์บางตัวนั้นดวงตาแดงก่ำด้วยทับทิมน้ำงาม บางตัวดวงตาสีเขียวมรกตเปล่งประกายวับวาว ตัวที่ดวงตาเป็นสีเหลืองอำพันนั้น ก็ด้วยช่างหล่อประดับดวงตาด้วยบุษย์น้ำทอง

ความงดงามของพระบรมมหาราชวังทำให้บัวสายถึงกับยืนตะลึง ก้าวขาไม่ออกไปเป็นนาน จนคุณนุ่มต้องเอื้อมมือมาหยิกโน่นละ เด็กสาวจึงเพ่อจะได้สติ

หากเปรียบเทียบกันแล้ว พระราชวังละโว้ดูจะเล็กกว่ามากมายนัก หมู่พระที่นั่งภายในสร้างก่ออิฐถือปูนเป็นตึกแบบฝรั่ง แลดูทันสมัยยิ่ง

แม้ตัวพระที่นั่งจะเป็นตึก หากมณฑปเหนือพระที่นั่งนั้นกลับเป็นทรงปราสาทยอดแหลมแบบอยุธยาแท้ๆ นับเป็นการผสมผสานกันอย่างกลมกลืนระหว่างศิลปกรรมสยามกับชาติตะวันตก

ช่องหน้าต่างมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมสูง ยอดแหลมโค้งแบบประตูโบสถ์ ผนังด้านนอกพระที่นั่งตรงมณฑปชั้นล่างนั้นเจาะเป็นช่องเล็กๆโค้งแหลมเรียงรายนับร้อยช่อง สำหรับไว้ตะเกียงตามไฟในยามค่ำคืน

แม้มิใหญ่โตเท่าพระบรมมหาราชวัง หากเป็นที่ประทับอันโอ่อ่าสมพระเกียรติ และดูน่าสุขสบายกว่าพระบรมมหาราชวังเป็นไหนๆ...บัวสายนึกถึงคำว่าเรือนอยู่เรือนตาย เมื่อนึกถึงพระราชวังแห่งนี้...ไม่ประหลาดใจเลยว่า เหตุใด...พระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงโปรดพระราชวังละโว้ ถึงขนาดที่เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับอยู่เป็นเวลาหลายเดือนในแต่ละปี

ในความคิดของบัวสายพระราชวังแห่งนี้ คล้ายเป็นบ้านที่แท้จริงของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากกว่าเป็นพระราชวัง

เมื่อบัวสายเดินมาจนถึงเรือนวิชาเยนทร์ ก็ต้องเบิ่งตาจ้องด้วยความตื่นตะลึงอีกวาระหนึ่ง ด้วยเรือนวิชาเยนทร์ที่เคยเห็นเมื่อสองปีก่อน มาวันนี้เปลี่ยนไปมากมาย

มีตึกใหญ่ปลูกขึ้นใหม่อีกสองหลัง ตัวตึกสองชั้นสร้างขึ้นอย่างโอ่อ่าสวยงาม หลังคานั้นปูด้วยกระเบื้องสีสวยสดจากเมืองจีน มีบันไดศิลาโบกทับด้วยปูนทอดตัวอยู่ตอนหน้า...สองข้างบันไดมีกระถางหินอ่อน ปลูกต้นแก้วดัดเป็นรูปราชสีห์

ดอกแก้วสีขาวพราวเต็มต้น กลิ่นหอมรวยรินมากับสายลมเย็นสบาย บัวสายสูดเอากลิ่นหอมเข้าไปจนชื่นใจ

เบื้องหน้าตึกทั้งสองมีน้ำพุขนาดใหญ่พ่นกระแสน้ำพวยพุ่งขึ้นฟ้าเป็นจังหวะ รอบลานน้ำพุมีปูนปั้นเป็นรูปเทวดาฝรั่งยืนรายอยู่เป็นระยะ คะเนดูด้วยสายตาก็สามารถบอกได้ว่า มิใช่ทำในสยาม...

"สงสัยฤๅบัวสาย...รูปเหล่านี้ท่านเจ้าคุณสั่งซื้อ ส่งลงเรือสำเภามาจากอีหรอบ" ท่านผู้หญิงมารีเดินตามมาจนทัน เธอเอ่ยอธิบายเมื่อเห็นบัวสายจ้องมองอย่างตื่นตาตื่นใจ

"ส่วนตึกทั้งสอง เพิ่งปลูกเสร็จเมื่อไม่นาน...ในหลวงมีพระราชประสงค์ให้คณะราชทูตพำนักอยู่ที่นี่..."

"จริงฤๅเจ้าคะ"

บัวสายเผลอยิ้มกว้างด้วยความยินดี...หากคณะราชทูตพำนักอยู่ที่แห่งนี้...นั่นหมายความว่า มาร์ติโนย่อมต้องพักอยู่ที่นี่ด้วย

"เมื่อใดเจ้าจึงจะเลิกถามว่า จริงฤๅ จริงฤๅ" ท่านผู้หญิงมารีหัวเราะชอบใจ "เราไม่ใช่เพื่อนเล่นของเจ้า จะพูดปดเจ้าไปทำไม"

"เจ้าค่ะ" บัวสายพลอยหัวเราะไปด้วยอีกคน

บรรดาทาสชายหญิงทั้งหลาย ขนหีบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายลงจากเรือเรียบร้อยแล้ว พวกเขานั่งคุกเข่าเรียบร้อยอยู่ด้านหน้าตึก รอรับคำบัญชาจากท่านผู้หญิง ส่วนทาสที่ขนเอาสัมภาระเครื่องกินอยู่และอาหารแห้ง ต่างรู้หน้าที่พากันขนอ้อมไปทางโรงครัวโดยมิต้องให้สั่ง

"คลาราร์ "

ท่านผู้หญิงวิชาเยนทร์เรียกหานางทาสลูกครึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องเครื่องฟูกเครื่องนอน

"เจ้าข้า" นางทาสสาวขานรับเสียงอ่อนหวาน

"ขนของของบัวสายขึ้นไปบนตึกใหญ่...จัดห้องเล็กข้างห้องนอนของเราสำหรับนาง...ส่วนนางนมและหนูยอร์จนั้นให้อยู่ด้วยกันในห้องกับฉัน..." ท่านผู้หญิงสั่งการ

"วง"

ท่านผู้หญิงมารีเรียกหานางพี่เลี้ยงของบัวสาย ซึ่งบัดนี้ได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าควบคุมนางทาสทั้งหลายให้อยู่ในกำกับอีกชั้นหนึ่ง

"เจ้าคะ" นางพี่เลี้ยงที่ยืนรีรออยู่นั้นรีบคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้า

"ดูแลให้คลาราร์ปัดกวาดห้องหับให้สะอาด เก็บของเข้าที่ทางให้ดี เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยตัวเจ้าจงลงไปกำกับ แบ่งงานให้นางบ่าวทั้งหลายทำความสะอาดตึกทั้งสองเสียให้ดีเสียทีเดียว...เพราะพรุ่งนี้ คณะราชทูตจะเดินทางมาถึง...และจะมาพำนักอยู่ที่เรือนของเรา..." ท่านผู้หญิงมารีมีบัญชานางวง ก่อนที่จะหันมาทางหญิงสาวผู้อยู่ในฐานะบุตรีในปกครอง

"บัวสาย"

"เจ้าคะ" หญิงสาวขานรับ พลางกระเถิบกายเข้าใกล้มารี

ท่านผู้หญิงวิชาเยนทร์ลดเสียงลง กล่าวเฉพาะได้ยินกันเพียงสองคน

"เจ้าไปช่วยเราดูแลทำความสะอาดห้องทำงานของท่านฟอลคอนบนชั้นสอง มีข้าวของสำคัญมากมายเก็บอยู่ในนั้น ท่านฟอลคอนมิเคยไว้ใจผู้ใดให้เข้าไปข้างใน ทุกครั้งที่มาละโว้เราต้องเป็นผู้ที่เข้าไปทำความสะอาดให้เสมอ นางบ่าวพวกนั้นไว้ใจไม่ได้ดอก เผลอเข้าหน่อยอาจจะฉวยข้าวของติดมือไป ท่านฟอลคอนจะโมโหโกรธา"

"เจ้าค่ะ" บัวสายรับคำอย่างตื่นเต้น ในใจนึกไปถึงออกญาวิชาเยนทร์และห้องทำงานของท่าน

เรือนที่อยุธยามีเพียงท่านผู้หญิงมารีเพียงผู้เดียว ที่สามารถเข้านอกออกในห้องทำงานของท่านฟอลคอนได้

ท่านผู้หญิงจะเช็ดถู ปัดกวาดทำความสะอาดห้องนั้นด้วยตนเอง ไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดแม้แต่บัวสายล่วงผ่านเข้าไป ด้วยมีความลับและข้อราชการงานเมืองมากมายเก็บงำอยู่ภายในห้องทำงานของออกญาวิชาเยนทร์

มาที่นี่คงมิมีสิ่งใดเป็นความลับนักหนา ท่านผู้หญิงจึงอนุญาตให้หล่อนเข้าไปช่วยทำความสะอาดได้...บัวสายนึก...

 

ตึกนอนของเรือนวิชาเยนทร์นั้นเป็นตึกเก่า สร้างมานานหลายปีดีดัก หากได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ทำให้สภาพของตึกดูใหม่และสะอาด

นางวงลงมือช่วยกันกับนางคลาราร์ เพียงไม่นานนัก ห้องนอนของท่านผู้หญิงมารีและบัวสายก็สะอาดเรียบร้อย หลังจากนั้นนางทั้งสองก็ขนเอาหีบเสื้อผ้าเข้าไปไว้ที่มุมห้องด้านหนึ่ง

ห้องนอนของออกญาวิชาเยนทร์อยู่อีกด้านหนึ่งของตึก อยู่ทิศเดียวกันกับพระราชวังละโว้ มองออกไปจากหน้าต่าง ก็จะเห็นยอดมณฑปพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ส่องประกายสีทองสุกสกาวสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ชัดเจน

มีนางบ่าวแก่ๆ สองสามนางซึ่งพำนักอยู่ที่ละโว้อย่างถาวร เป็นผู้ดูแลรักษาความสะอาดห้องนอน และเนื่องจากออกญาวิชาเยนทร์มักต้องเดินทางมาเข้าเฝ้าอยู่เป็นนิจ ห้องนอนจึงถูกเปิดใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

ผิดกันกับปีกตึกด้านที่เป็นห้องนอนของท่านผู้หญิงมารี จะมีการเปิดใช้เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ในเวลาที่นางติดตามสามีมาพักผ่อน

เสร็จจากตึกนอน นางวงกับคลาราร์ก็ลงไปดูแลบ่าวที่เหลือทำความสะอาดตึกรับราชทูต บังเอิญกับที่หนูยอร์จเกิดตื่นนอนขึ้นมาพอดี จึงร้องไห้เสียงก้องร้องหามารดา

ท่านผู้หญิงมารีรีบรับบุตรชายมาจากนางนม อุ้มปลอบโยนอยู่พักใหญ่จนเด็กชายเงียบเสียงลง แต่พอจะส่งคืนให้นางนม หนูยอร์จกลับร้องขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ส่งเสียงดังกว่าครั้งแรก

"แย่จริง" มารีบ่น " หนูยอร์จเกิดงอแงขึ้นมาเสียแล้ว"

ท่านผู้หญิงเหลียวมามองบัวสายพร้อมกับว่า

"บัวสาย...เห็นทีต้องให้เจ้าช่วยดูแลทำความสะอาดห้องทำงานท่านฟอลคอนแต่ผู้เดียวเสียแล้ว...หนูยอร์จงอแงไม่ยอมให้ผู้ใดอุ้มเสียด้วย...โอ๋ โอ๋ โอละเห่..."

ท่านผู้หญิงมารีเอื้อนเสียงร้องเพลงกล่อมหนูยอร์จในอ้อมแขน ท่วงทำนองเสนาะใส คุ้นหู เพลงเดียวกับที่คุณหญิงแพรเคยร้องกล่อมบัวสายเมื่อครั้งยังเล็ก

"เจ้าค่ะ...ท่านมิต้องเป็นห่วง...ดีฉันจะดูแลทำความสะอาดให้เรียบร้อยเองเจ้าค่ะ"

บัวสายยิ้มอ่อนๆ หญิงสาวเต็มใจอย่างยิ่งที่จะทำทุกอย่างให้แก่ท่านผู้หญิงผู้มีพระคุณแก่หล่อน จะเกรงก็แต่ออกญาวิชาเยนทร์ อาจกลับมาถึงตึกก่อนที่จะปัดกวาดห้องทำงานเสร็จเรียบร้อย

"ไม่ต้องเป็นห่วงอันใด ท่านฟอลคอนยังเข้าเฝ้าในหลวงอยู่ที่พระราชวัง กว่าจะกลับมาก็คงดึกโข เจ้าค่อยๆทำความสะอาดไปได้นะบัวสาย ไม่ต้องรีบเร่งอะไร...เราจะพาหนูยอร์จไปเดินรอบๆแถวนี้สักหน่อย"

ท่านผู้หญิงมารีหยุดร้องเพลง บอกกับหญิงสาวเหมือนนึกรู้ว่าบัวสายคิดสิ่งใด เห็นท่าทีของบัวสายค่อยผ่อนคลาย เธอจึงอุ้มบุตรชายเดินลงบันไดลับหายไป

บัวสายหันหลังกลับไปเปิดประตูไม้ ซึ่งบานประตูแกะสลักเป็นลวดลายเครือเถาอ่อนช้อย อันเป็นห้องทำงานของมหาเสนาบดีแห่งสยาม เพื่อเข้าไปดูแลทำความสะอาด ตามที่มารีมีบัญชา

ห้องทำงานของออกญาวิชาเยนทร์กว้างขวางโอ่โถง ตั้งอยู่ชั้นบนของตึกนอนตรงบริเวณมุขกลาง มีหน้าต่างกระจกสูงจากเพดานจรดพื้น เรียงรายอยู่ตลอดผนัง ม่านลูกไม้ถักสีขาวสะอาดสะอ้านไขรวบเอาไว้สองด้าน

มีช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เจาะเอาไว้ตามผนังทุกด้านสำหรับตามตะเกียง เพื่อให้แสงสว่างในยามค่ำคืน

ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้สักทองตัวใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ปูด้วยพรมจากเปอร์เซีย ขาโต๊ะสลักเป็นเท้าสิงห์ปิดทองสุกสกาว บนโต๊ะมีกองเอกสารตั้งอยู่เกะกะ กระจัดกระจาย มุมด้านหนึ่งของโต๊ะวางขวดแก้วเจียระไนที่บรรจุหมึกอยู่ภายในเอาไว้ มีขนนกยาวสีสดจุ่มอยู่ คล้ายกับว่าเจ้าของห้องเพิ่งลุกออกไปไม่นานนัก

เก้าอี้เท้าสิงห์เข้ากันดีกับโต๊ะไม้บุด้วยกำมะหยี่สีแดงสด

หากบัวสายมองดูแล้ว ก็ให้รู้สึกขัดตาขัดใจอย่างไรพิกล ด้วยชาวสยามรู้กันอยู่ว่า สีแดงและสีทองนั้น...เป็นสีที่ใช้แต่สำหรับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น แม้เป็นขุนนางก็มิอาจใช้สีเหล่านั้นได้ อย่างดีก็ใช้แค่สีน้ำเงินกรมท่า...อย่าว่าแต่ไพร่ฟ้าสามัญชนเลย...

แล้วเหตุใดออกญาวิชาเยนทร์จึงกล้าใช้สีดังกล่าว จะว่าไม่รู้ขนบธรรมเนียมวังก็คงไม่ใช่ ด้วยถวายการรับใช้มานานนับสิบปี

การครั้งนี้จะเป็นอันใดไปไม่ได้เลย นอกจากตีตนเสมอในหลวง...

ขณะที่หญิงสาวกำลังตัดสินใจว่า จะเริ่มทำความสะอาดจากบริเวณใดก่อนดีนั้น แมวเปอร์เซียสีดำตัวโตตัวหนึ่ง ที่นอนขดคู้อยู่ในเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงอย่างสุขสบายก็เงยหัวขึ้น

ชะรอยจะเป็นด้วยสัญชาตญาณระวังภัย...เมื่อแมวอ้วนเหลือบมาเห็นบัวสายเข้า ก็ส่งเสียงร้องแหลมดังออกมา

"โทมะ"

บัวสายเรียกชื่อภาษาญี่ปุ่นของแมวที่ออกญาวิชาเยนทร์เลี้ยงไว้นานปี พลางก้าวเดินเข้าใกล้ หมายจะจับอุ้มออกไปให้พ้นจากเก้าอี้ ด้วยเกรงว่ากรงเล็บแหลมคมของมันอาจเกี่ยวกำมะหยี่ให้ขาดหรือเสียหาย

แมวดำตัวอ้วนพีคงตกใจที่เห็นบัวสายเดินพรวดพราดเข้ามาหา จึงกระโจนหนีขึ้นไปบนโต๊ะทำงานอย่างรีบร้อน ชนเอาขวดหมึกล้มลงเสียงดังเปรื่องใหญ่

หมึกสีดำไหลเนืองนองเลอะเทอะ ขนนกสีแดงสวยงามเปรอะเปื้อนหมึกสีดำเป็นดวงๆ น้ำหมึกไหลไปสู่กองกระดาษสีขาวที่อยู่ใกล้กันนั้นช้าๆ

บัวสายก้าวเท้ายาว รีบฉวยเอาเอกสารบนโต๊ะมาถือไว้ในมือ ด้วยไม่ต้องการให้เลอะหมึกเสียหาย ส่วนแมวดำตัวต้นเรื่องหนีหายไปไหนต่อไหนเสียแล้ว

หญิงสาวหันรีหันขวางเพื่อหาที่วางเอกสารในมือ หากแต่ยังมิทันได้วางเอกสารลงบนโต๊ะส่วนที่แห้งปราศจากหมึก สายตาที่มองบังเอิญมองผ่านไปยังเอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาฝรั่งเศสนั้น ก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

หญิงสาวอ่านภาษาฝรั่งเศสได้ชำนาญ เนื่องจากท่านผู้หญิงมารี และบาทหลวงที่มาสอนภาษามักเคี่ยวเข็ญให้บัวสายอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสทุกวัน

ดังนั้น เมื่อหญิงสาวไล่สายตาไปตามตัวอักษรของเอกสารในมือ จึงสามารถเก็บเกี่ยวใจความทั้งหมดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

สายตาประหลาดใจในเบื้องแรกของบัวสาย แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกอย่างมาก เมื่ออ่านบรรทัดสุดท้ายของเอกสารฉบับนั้นจบลง

หัวใจดวงน้อยของหญิงสาวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวระคนเจ็บปวด...

...จะทำอย่างไรดีหนอ เราจะทำอย่างไรดี...

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า

***********************************

 

1 หมายถึงโปรตุเกส

2 หมายถึง อังกฤษ

3 พระคลังศุภรัตน์ หรือสิบสองท้องพระคลัง เป็นหมู่ตึกที่สร้างเป็นแบบอาคารยาวชั้นเดียว มี 12 หลัง สันนิษฐานว่าถูกใช้เป็นที่เก็บสินค้าของหลวง เช่น ไม้ฝาง กฤษณา เกลือ งาช้าง เป็นต้น

***********************************

 

ชื่อคอลัมน์: 
นวนิยาย
ประเภทคอลัมน์: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: