วันนี้วันหยุดแต่กันตาต้องแวะมาที่ทำงาน เพื่อสะสางงานที่คั่งค้าง เพราะเมื่อไม่มีเปนไทสักคน พนักงานส่วนใหญ่ก็ทำตัวตามสบาย ทั้งระดับสูงและระดับล่างเป็นเหมือนกันหมด งานจะเสร็จหรือไม่เสร็จไม่ค่อยมีใครสนใจ วันๆเอาแต่จับกลุ่มสนทนาเรื่องดารา การเมือง รวมทั้งเรื่องเจ้านาย พอถึงเวลาที่จะต้องตรวจต้นฉบับก็ไม่ทัน หล่อนจึงต้องรับหน้าที่เอางานมาช่วยทำอีกแรง

กันตาวางกระเป๋าสะพายลงอย่างเบื่อหน่าย...มองรอบๆห้องทำงานที่เงียบเชียบอย่างเซ็งๆ พลันเหลือบไปเห็นห้องทำงานของเปนไทเปิดไฟสว่างอยู่ ก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ นึกว่าเจ้านายกลับมาจึงรีบเปิดประตูเข้าไป แต่พอเห็นว่าคนที่นั่งอยู่เป็นใคร ยิ้มที่กว้างก็พลันหุบลงทันที ได้แต่ทักทายอีกฝ่ายงึมๆงำๆในลำคอ

“คุณวดี...”

อริญชย์วดีละสายตาจากงานบนโต๊ะ ปรายตามองตรงมาอย่างไม่ชอบใจ นึกขวางที่อีกฝ่ายเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาโดยพลการ ยิ่งนึกถึงตอนที่พี่บุญธรรมคอยปกป้อง ยอมขัดใจหล่อนย้ายกันตาไปเป็นเลขาฯส่วนตัว ก็ยิ่งหมั่นไส้มากขึ้น...

“แปลกใจสินะ คงคิดว่าฉันเป็นพี่ไทใช่มั้ย”

“เออ...คือกันขอโทษ”

วินาทีนี้คงไม่มีคำแก้ตัวอะไรที่จะดีไปกว่าการยอมรับผิดอีกแล้ว กันตาแทบอยากจะวิ่งหนีออกไปจากห้องให้รู้แล้วรู้รอด แต่ขาก็สั่นจนแทบจะขยับไปไหนไม่ไหว

“แล้วนี่มาทำไม วันนี้วันหยุดไม่ใช่หรือ...”

“ค่ะ พอดีกันว่าจะมาทำงานที่ค้างไว้” กันตาตอบไม่เต็มเสียง “พรุ่งนี้คุณวดีต้องดูต้นฉบับแล้ว แต่ว่างานยังไม่เรียบร้อยเลย”

“หน้าที่ของเธอหรือไง”

อริญชย์วดีชักน้ำเสียงแข็งใส่ จนกันตาเริ่มลนลาน ตอบผิดตอบถูก...

“ไม่ใช่ค่ะ คือพอดีพี่ๆเขาไปเที่ยวทะเลเลยฝากงานไว้ กันขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ”

นับตั้งแต่เปรมวดีออกไป ปัญหาการทำงานก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะได้บรรณาธิการคนใหม่แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทำงานได้เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของคนเก่า มิหนำซ้ำยังทำงานไปวันๆ จนเริ่มมีเสียงบ่นให้ได้เข้าหู โชคดีที่ผ่านมายังมีพี่บุญธรรมคอยดูแล แต่ตอนนี้ไม่ใช่เสียแล้ว...

พอกันตาพยายามอธิบายจบ อริญชย์วดีถอนใจด้วยความฉุนฉิว ตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงบรรณาธิการคนใหม่ทันที กันตาถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อได้ยินอริญชย์วดีบอกปลายสายให้เข้ามารับเงินชดเชย จ้างออกจากงาน โดยไม่ยอมฟังคำแก้ตัวทั้งสิ้น

“ถ้าไม่มีใครอยากทำงาน ปิดบริษัทไปเลยดีกว่ามั้ย”

หล่อนรำพึงอย่างเหนื่อยหน่ายทันทีที่วางสาย กันตาต้องรวบรวมความกล้าออกรับแทนเพื่อนๆพนักงาน

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ที่งานไม่ทันเพราะ...เออ...”

“พอแล้ว...ฉันไม่ใช่คนตาบอดที่จะไม่เห็นอะไรเลย หล่อนคิดว่าฉันใช้เวลาทั้งคืนเพื่อนั่งเฉยๆอย่างนั้นเหรอ ฉันดูหมดแล้ว งานแบบนี้ออกไป คงได้โดนด่ายับ...”

อริญชย์วดีหยิบส่วนหนึ่งของต้นฉบับที่อยู่บนโต๊ะโยนไปข้างหน้า กันตาก็แทบหัวใจจะหยุดเต้น ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆอีก เพราะต้นฉบับนั้นหล่อนได้ดูแล้ว และก็สมควรที่จะทำให้อีกฝ่ายโกรธมากขนาดนี้

“วันมะรืน ฉันจะย้ายเธอไปเป็นเลขาฯที่ออฟฟิศใหญ่ ให้เวลาพรุ่งนี้เคลียร์งานให้เรียบร้อย”

อริญชย์วดีออกคำสั่งห้วนๆ ทำเอากันตาถึงกับตาโตด้วยความตกใจ

“อะไรนะคะ...คือว่ากัน”

กันตาพยายามจะนึกหาข้ออ้างเพื่อปฏิเสธ แต่คิดอะไรไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่ยืนคอตกเมื่ออริญชย์วดีกำชับอีกครั้ง ก่อนจะลุกออกจากห้องไป

“ฉันจะไปถึงตอนสิบโมง...อย่าไปสายกว่าฉันเด็ดขาด”
 

เรื่องที่จู่ๆก็ถูกย้ายเข้าไปทำหน้าที่เลขานุการที่บริษัทใหญ่ กลายเป็นเรื่องโจษจันทั้งออฟฟิศของโรส
แม็กกาซีนในวันต่อมา ส่วนใหญ่ซุบซิบกันว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการบีบให้หล่อนลาออก เหมือนกับที่โทรศัพท์ไปไล่บรรณาธิการคนใหม่ ทำให้กันตากลุ้มใจและเครียดยิ่งขึ้น และคนที่หล่อนสามารถจะปรึกษาได้ก็คือเปนไท

หล่อนรีบโทร.หาเขาในกลางดึก และเล่าทุกอย่างให้ฟังโดยไม่ปิดบัง

“กัน...จะทำยังไงดีคะคุณเปนไท”

“ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย ฉันว่าไม่มีอะไรหรอก”

เปนไทตอบกลับมาเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด น้ำเสียงของเขาอบอุ่นเสมอ แค่คำสั้นๆเจือเสียงหัวเราะเพียงไม่กี่คำก็ทำให้คนกำลังว้าวุ่นใจเย็นลงได้

“คุณเปนไทว่าไม่มีอะไรจริงหรือคะ”

“ใช่ ถ้าวดีจะไล่เราออก ไม่เห็นจำเป็นต้องย้ายเราไปที่ออฟฟิศใหญ่เลย จริงมั้ย”

“มันก็จริงค่ะ แต่บางทีคุณวดีอาจไม่อยากจ่ายเงินชดเชย”

“ไร้สาระ เงินเดือนเราเท่าไหร่เอง” เปนไทหัวเราะเบาๆผ่านมาตามสาย

“สงสัยคิดมากไปจริงๆ”

น้ำเสียงกันตาสดใสขึ้นทันที เมื่อทุกเหตุผลที่พยายามยกมาถูกเปนไทคลายความระแวงได้หมด แต่ก็ไม่วายแปลกใจในความคิดของอริญชย์วดีอยู่ดี

“ไม่รู้คุณวดีคิดอะไร ถึงทำแบบนี้”

“ไม่ต้องไปสนใจหรอก ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ ฉันเชื่อว่าเราทำได้”

“ค่ะ...กันจะทำให้ดีที่สุด” กันตาสบายใจจนกล้ารับปากอย่างแข็งขัน “เออ...คุณเปนไทสบายดีนะคะ แล้วที่บอกจะให้กันช่วย บอกได้หรือยังคะ”

“ได้สิ...ฉันอยากให้เราช่วยดูแลคุณวดีหน่อย”

“คะ...เออ ได้ค่ะ”

กันตาได้แต่รับคำอย่างไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก นึกไม่ออกว่าตัวเองจะทำตามที่เปนไทขอร้องได้หรือไม่ แต่เมื่อรับปากไปแล้วก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด

“ทำใจให้สบาย แล้วรีบเข้านอน อย่าเครียดมาก อย่าลืม...ตอนนี้เราไม่ได้มีตัวคนเดียวแล้ว”

“ค่ะ...เจ้านาย”

กันตาหัวเราะคิกคักรับคำ ก่อนจะกดวางสายไป รู้สึกผ่อนคลายมากจนที่หนักใจมาสองวันหายไปเป็นปลิดทิ้ง หล่อนเลื่อนมือมาลูบที่หน้าท้อง นึกถึงลมหายใจเบาๆที่อยู่ในครรภ์ก็ยิ้มขึ้นได้ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อเหลือบไปเห็นมารดายืนมองอยู่หน้าห้อง

“คุยกับใครน่ะ”

“คุณเปนไทจ้ะแม่” กันตาตอบแล้วลุกขึ้นไปกอดเอาใจผู้เป็นแม่

“กันรักแม่จังเลย”

“เป็นอะไร พักนี้ดูแปลกๆ”

“ไม่เป็นอะไร ก็กันรักแม่นี่จ๊ะ...”

รุ้งจันทร์ลูบศรีษะลูกสาวคนโปรดอย่างเอ็นดู โดยไม่คิดสังหรณ์ใจเลยสักนิดว่า อ้อมกอดที่สวยงามนี้ กำลังจะถูกพรากไปชั่วนิรันดร์

 

เมื่อถึงเช้าวันอังคาร กันตาเข้าไปที่บริษัทใหญ่ หล่อนถึงกับตัวลีบเมื่อเห็นที่ทำงานใหม่ซึ่งใหญ่โตแตกต่างจากที่เดิมลิบลับ มีพนักงานนับร้อย ทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานจนแทบจะไม่มีใครสนใจใคร แต่พอรู้ว่าหล่อนจะมาทำหน้าที่เลขาฯคนใหม่ของอริญชย์วดีเท่านั้น แทบจะทุกสายตาล้วนมองมาพร้อมคำถาม

กันตาไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นมิตรของคนที่นี่...

โต๊ะทำงานถูกจัดไว้อยู่ภายในห้องทำงานของอริญชย์วดี กันตาอยากจะเปลี่ยนใจขอลากลับไปตั้งหลักใหม่ แต่พอนึกถึงคำที่รับปากเปนไทไว้ จึงได้แต่รวบรวมความกล้า ยิ้มรับกับหน้าที่ใหม่ซึ่งไม่ได้เต็มใจอยากจะทำสักนิด

“ทำไมคุณวดีถึงเลือกกันให้มาทำงานที่นี่คะ...”

หล่อนตัดสินใจโพล่งถามทำลายความเงียบ เมื่อเจ้านายสาวเข้ามาตามเวลาที่บอกไว้ และนั่งทำงานโดยไม่คิดจะทักทายหรือสนทนามาร่วมครึ่งชั่วโมง อริญชย์วดีเองก็คาดไม่ถึง นึกชื่นชมในความกล้าของอีกฝ่าย ทั้งที่สองวันก่อนยังประหม่า พูดจาติดขัด แต่มาวันนี้กลับรู้จักถามตรงๆ หล่อนวางปากกาจากแฟ้มเอกสารตรงหน้า แล้วเชิดหน้าตอบเรียบๆว่า

“เพราะพี่สาวของเธอยังไง”

คำตอบที่ได้ยินไม่ได้เหนือความคาดหมายของกันตา

“ใช่จริงๆด้วย ถ้าคุณคิดจะแกล้งพี่มิก กันคงไม่ยอมง่ายๆหรอกค่ะ กันขอลาออก...”

“ได้...แต่ต้องแจ้งล่วงหน้ามาก่อนหนึ่งเดือน ไม่เช่นนั้นเงินสะสมทุกอย่างก็จะไม่ได้ ถือว่าผิดกฎบริษัท แล้วอย่าลืมนะว่าแค่ฉันยกหูโทรศัพท์ หรือลงประกาศว่าเราถูกไล่ออก พ้นสภาพการเป็นพนักงานของที่นี่ ใครเขาจะรับเราเข้าทำงานอีก...”

“คุณ...”

“ฉันไม่เคยพูดเล่น”

กันตาทำได้แค่กำมือด้วยความอึดอัด อยากจะสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้อง แต่พอนึกถึงอนาคต ซึ่งต่อไปไม่ได้มีตัวคนเดียวแล้ว ใจก็ค่อยๆสงบลงพอที่จะบอกตัวเองได้ว่า ให้ทนไปอีกสักเดือน แค่เดือนเดียวเอง คิดแบบนี้ก็ทำให้อารมณ์ค่อยๆเย็นลง นั่งลงทำงานต่อไปได้โดยไม่พูดจา จนอริญชย์วดีแอบหัวเราะในใจเมื่อเหลือบไปเห็น....

หล่อนจงใจขู่เท่านั้นเอง เพราะนึกอิจฉาเกมิกาที่มีแต่คนคอยปกป้อง

บางที...ถ้าหากหล่อนมีน้องสาวที่รักตัวเองมากขนาดนี้ ก็คงจะดีไม่น้อย ความจริงแล้วเหตุผลสำคัญที่หล่อนดึงกันตาเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เพราะความใกล้ชิดที่อีกฝ่ายมีกับเปนไทมากกว่า

“เดี๋ยวฉันจะไปข้างนอก เราช่วยจัดตารางนัดของเดือนนี้ให้ด้วย เอกสารบนโต๊ะฉัน ช่วยเอาไปให้คุณปราน อ้อ...แล้วช่วยเรียกแม่บ้านให้เข้าไปทำความสะอาดห้องทำงานของคุณเปนไท เสร็จงานเธอจะกลับไปเลยก็ได้...”

อริญชย์วดีสั่งงานด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ก่อนจะเดินออกไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้แสดงท่าทางเกรี้ยวกราดอย่างนึกกลัว จนกันตาชักไม่แน่ใจว่าตัวเองระแวงมากเกินไปหรือเปล่า

แต่ถึงจะเบาใจขึ้น ก็ยังบอกตัวเองว่าจะไม่ประมาทเด็ดขาด
 

กันตาจัดการงานตามคำสั่งของอริญชย์วดี ช่วงสายหล่อนเอาแฟ้มเอกสารไปให้ปรานที่ห้องทำงาน สีหน้าของเขาแปลกใจเล็กน้อย ระคนสงสัย กันตามองออก แต่เพราะไม่ได้รู้สึกดีกับเขาเป็นทุนอยู่แล้ว จึงไม่คิดจะอธิบาย หรือสนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร

“คุณวดีให้กันเอาเอกสารมาให้ค่ะ”

“เรามาอยู่ที่นี่ได้ไง แล้วมิกรู้เรื่องมั้ย” ปรานถาม

“ไม่ค่ะ ตอนนี้กันย้ายมาเป็นเลขาฯให้คุณวดี”

กันตาตอบสั้นๆแล้วถือโอกาสที่อีกฝ่ายมัวแต่ใช้ความคิด หมุนตัวจะเดินออกจากห้องไป แต่แล้วก็ฉุกคิดถึงชื่อเสียงของพี่สาวที่ต้องถูกหยามเพราะเขาเป็นต้นเหตุ จึงหันกลับมาเผชิญหน้าปรานอีกครั้ง

“คุณอย่ายุ่งกับพี่มิกอีกได้มั้ย...”

สิ่งที่กันตาร้องขอเป็นเหมือนลมที่พัดผ่านไปแค่นั้น เมื่อปรานแค่นหัวเราะและยักไหล่ราวกับว่าสิ่งที่หล่อนพูดเป็นเรื่องไร้สาระ

“ขอร้องนะคะ อย่าทำร้ายพี่มิกอีก”

“เราเข้าใจผิดแล้วนะ ฉันรักมิกคนเดียว”

คำยืนยันจากปากของปรานทำให้กันตารู้สึกรังเกียจอีกฝ่ายเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม หล่อนเดินออกมาจากห้องด้วยความขัดเคือง

ความรักของปรานช่างต่างจากความรักของผู้ชายอีกคนอย่างลิบลับ...

เขาอ้างความรักมาทำลายพี่มิก ชื่อเสียงที่สะสมต้องจบสิ้น ถูกตราหน้าว่าแย่งสามีเพื่อน ในขณะที่เปนไทกลับเลือกที่จะเสียสละเพื่อคนที่ตัวเองรัก ไม่เคยสักนิดที่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่พี่สาวของหล่อนเลยสักครั้ง

ไม่กี่ชั่วโมงที่กันตาได้สัมผัสกับคนที่นี่ ทำให้รู้ว่าไม่มีใครชอบปรานสักเท่าไหร่ ที่เห็นเอาใจก็เพราะฐานะของเขา ทุกคนยังคิดถึงเปนไทอยู่ และหล่อนก็ได้ข้อมูลสำคัญจากแม่บ้านขณะเข้าไปรับประทานอาหารกลางวันในห้องครัว

“คุณเปนไทถูกปรักปรำแน่ๆ วันนั้นป้ายังเห็นการเงินมาร้องห่มร้องไห้กลัวจะถูกตำรวจจับอยู่ ข้อหาโกงเงินบริษัท พออีกวันหน้าบานเป็นจานเชิงซะงั้น...”

เรื่องนี้หล่อนไม่เคยรู้มาก่อน ได้ยินแค่คนพูดกันว่าเปนไทคิดไม่ซื่อ แต่กันตาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด คนอย่างเปนไทไม่มีวันทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้ เขาเป็นคนตรงไปตรงมา และดีที่สุดเท่าที่เคยรู้จักมาก็ว่าได้

“เรื่องเป็นยังไง ป้าเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยจ๊ะ”

สิ่งที่ได้ยินอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด มีการแต่งเติมให้เห็นตามสายตาของคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่มากกว่าครึ่งหล่อนมั่นใจว่าเป็นความจริง

“คุณเปนไท...เธอเป็นคนดี ไม่เคยถือตัวเลย กับป้าก็ซื้อขนมมาฝากประจำ คนแบบนี้จะหักหลังใครได้”

“ใช่ คุณเปนไทเป็นคนดี ต้องมีคนใส่ร้ายเขาแน่ๆ”

“อย่าเสียงดังไปนะคุณ ป้าว่าเรื่องนี้คุณปรานต้องรู้เห็นแน่ๆ...ป้าพูดอย่างไม่กลัวหรอก”

ปากบอกว่าไม่กลัว แต่ก็กลอกตามองไปรอบๆอย่างระแวดระวังเต็มที่

“ทำไมคิดแบบนั้นจ๊ะ”

“ก็เพราะคุณปรานแกอิจฉาคุณเปนไทน่ะสิ....”

แล้วการสนทนาก็ต้องจบลงเพียงแค่นั้น เมื่อพนักงานค่อยๆทยอยกันกลับเข้ามาข้างใน กันตาจึงกลับไปนั่งทำงานต่อ แต่สักพักก็ถือโอกาสเข้ามาตรวจความเรียบร้อย หลังจากแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดของทำงานของเปนไทแล้ว

ห้องทำงานของเขาไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมายเหมือนกับที่ออฟฟิศของโรสแม็กกาซีน แต่ก็กว้างขวางกว่ามาก ทำให้กันตาพอจะคุ้นจนกล้าที่จะเดินสำรวจไปรอบๆห้อง พลางนึกถึงคำบอกเล่าของแม่บ้านที่เห็นเปนไทดูเอกสารทั้งคืน ก็คิดว่าอาจมีหลักฐานสำคัญซ่อนอยู่ ซึ่งจะช่วยแก้ข้อกล่าวหาฉ้อโกงของเขาได้

หล่อนจึงเริ่มเปิดตู้เอกสาร และค่อยๆพลิกแฟ้มเอกสารดูอย่างระมัดระวัง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า
 

ชื่อคอลัมน์: 
นวนิยาย
ประเภทคอลัมน์: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: