๖ ทศวรรษ วรรณกรรมในสกุลไทย

                 ขออัญเชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ ทรงเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ความว่า

หนังสือเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะเป็นสิ่งสามารถเพิ่มทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับนำไปถ่ายทอดแก่ผู้ประสงค์จะรับไว้โดยสะดวกกว้างขวาง ในระยะเวลาอันยาวนานไม่จำกัด...จึงถือเป็นหลักฐานแห่งอารยธรรม ความเจริญรุ่งเรืองของชาติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในวงการหนังสือ นักเขียนนักประพันธ์ซึ่งทั่วโลกยอมรับนับถือและยกย่องว่าเป็นผู้สร้างทรัพย์สินทางปัญญาไว้เป็นมรดกแก่มนุษยชาติ...ผู้ผลิต ผู้พิมพ์ และจำหน่าย ตลอดจนผู้ใช้หนังสือมีส่วนช่วยให้หนังสือเกิดขึ้นเพื่อสืบต่ออายุหนังสือให้ยั่งยืน”

นับตั้งแต่นิตยสารสกุลไทย รายสัปดาห์ ถือกำเนิดขึ้นในบรรณพิภพเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๗ โดยการก่อตั้งของ ประยูร ส่งเสริมสวัสดิ์ ที่เปี่ยมล้นด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการทำหนังสือเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และธำรงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ประเพณีศิลปวัฒนธรรม ศีลธรรม จรรยา ตลอดจนหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงาม อีกทั้งยังเป็นดั่งความรื่นรมย์ใจให้แก่สังคม ครอบครัว ตลอดจนผู้อ่านปัจเจกบุคคล

สุภัทร สวัสดิรักษ์ อดีตบรรณาธิการอาวุโสผู้ล่วงลับ จดจารไว้ใน ‘บรรณาธิการบันทึก’ โดย นรีภพ สวัสดิรักษ์ ทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสารสกุลไทยในยุคหลัง กล่าวให้ฟังว่า

นับแต่ยุคแรกของการทำนิตยสารสกุลไทย จะเน้นเรื่องสาระและบันเทิงเป็นหลัก เนื้อหาวรรณกรรมหลัก ก็คือ นวนิยาย ส่วนสารคดี คอลัมน์ และปกิณกะมีเนื้อหาที่เน้นให้ความบันเทิง รวมทั้งเกร็ดความรู้สอดแทรกในเรื่องที่นำเสนอ โดยคำนึงถึงวิธีการเขียนที่ใช้เทคนิคของบันเทิงคดี มีวรรณศิลป์ที่ดี เพื่อให้อ่านสนุกและเข้าใจง่าย

วรรณกรรมประเภทนวนิยายในยุคแรกเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง มีผลงานเป็นที่รู้จักในนิตยสารหลายฉบับ เรื่องที่ลงพิมพ์ เช่น เรื่อง ‘จอมพิชิตพ่าย’ ของ สุวัฒน์ วรดิลก เรื่อง ‘ชาติเสือ’ ของ อรวรรณ เรื่อง ‘เกิดไต้คำสาป’ ของ อิศรา อมันตกุล ‘จอมเทียน’ ของ .สุรางคนางค์ นอกจากนี้ก็ยังมีผลงานเรื่อง ‘สาปสวรรค์’ ของ เสนีย์ บุษปะเกศ ‘ดอกฟ้าร่วง’ ของ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ ฯลฯ รวมไปถึงวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้นก็เป็นเรื่องที่แต่งโดยนักเขียนที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นเช่นกัน เช่น เรื่อง ‘จอน นาคี’ ของ มนัส จรรยงค์ ‘กุหลาบแดง’ ของ สันต์ เทวรักษ์ ‘มุมหนึ่งของชีวิต’ ของ ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ ‘ป๋าไม่ว่า’ ของ .เนตรรังษี เป็นต้น”

กล่าวได้ว่า ตั้งแต่แรกก่อตั้ง นิตยสารสกุลไทยก็ได้สร้างปรากฏการณ์ด้านการสร้างสรรค์วรรณกรรมโดยเฉพาะนวนิยายและเรื่องสั้น โดยระดมนักเขียนระดับชั้นนำของใต้ฟ้าเมืองไทยมารวมไว้ในฉบับ จึงทำให้ชื่อของ “สกุลไทย” โดดเด่นเป็นที่สนใจจับตามองของบรรดานักคิด นักเขียน นักอ่าน ในเวลาอันรวดเร็ว

วรรณกรรมประเภทนวนิยาย สกุลไทยได้เพิ่มเรื่องย่อของนวนิยายในแต่ละเรื่อง เพื่อบริการแก่ผู้อ่านใหม่ที่เริ่มอ่านสกุลไทย และเพื่อทบทวนเรื่องราวสำหรับผู้อ่านประจำ” นรีภพ สวัสดิรักษ์ บอกเล่า “ในปี ๒๕๐๑ สกุลไทยได้ริเริ่มให้ผู้อ่านร่วมสนุกโดยการทายชื่อนักเขียน ศรีฟ้า ลดาวัลย์ ได้รับคะแนนโหวตจากผู้อ่านให้เป็นนักเขียนขวัญใจ จากนวนิยายเรื่อง ‘ผู้มีชัย’

ไม่เพียงแต่ให้ผู้อ่านร่วมสนุกในการทายชื่อผู้เขียนแล้ว สกุลไทยก็ยังจัดการประกวดการตั้งชื่อนวนิยายของ ภูมิ สีหราช และก็ได้ชื่อมาว่า ‘อันธพาล-อิทธิพล’ นอกจากนี้ ยังมีการจัดประกวดภาพนางเอกนวนิยายจากเรื่อง ‘เกษกนก’ ของ .ไชยวรศิลป์ อีกด้วย

จะเห็นว่าตั้งแต่ยุคแรกมา สกุลไทยมีความเคลื่อนไหวทางวรรณกรรมมาตลอดทั้งทางฝั่งนักเขียนและนักอ่าน โดยเปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมด้วยการส่งเรื่องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสกุลไทย ซึ่งนอกจากจะทำให้ยอดจำนวนจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากการที่ผู้อ่านต้องตัดบัตรตอบปัญหาแล้ว สกุลไทยก็ส่งเสริมให้ผู้อ่านได้แสดงความเห็นความสามารถของตนมากขึ้นในเรื่องการเขียน การใช้ภาษา การวิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ถูกตั้งโดยผู้อ่าน และผู้อ่านก็มีส่วนในการแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการสอดแทรกความรู้ทั่วไปให้แก่ผู้อ่าน เช่น การประกวดนวนิยายขนาด ๔๐-๖๐ หน้า ชิงรางวัลถ้วยทองคำหนัก ๒๔ บาท หรือจัดประกวด ‘เรื่องสั้น ๕ นาที ชิงตำแหน่งน้องใหม่ที่สกุลไทยขอปรบมือให้’ เป็นการประกวดเรื่องสั้นที่จัดขึ้นในระหว่าง พ..๒๕๐๐ – ๒๕๐๑”

สกุลไทยยึดมั่นต่อการเป็นนิตยสารที่เพียบพร้อมด้วยเนื้อหาสารัตถประโยชน์และบันเทิงคดีที่อ่านได้ทั้งครอบครัวมาตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม สังเกตว่าแทบไม่มีช่องว่างระหว่างผู้จัดทำกับแฟนๆผู้อ่านที่ติดตามกันอยู่ตลอดทุกสัปดาห์ นี่คือศิลปะของคนทำหนังสือ เมื่อไม่มีช่องว่าง ความอบอุ่นจึงแทรกตัวขึ้นแทน พลอยให้นักเขียนและคนอ่านสนิทแนบแน่นด้วยตัวอักษรเป็นสื่อกลาง นอกเหนือกว่านั้นยังทำทุกวิถีเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์นักอ่านให้เจริญงอกงามขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไป และยังเป็นเวทีเปิดกว้างทางวรรณกรรมให้แก่นักเขียนทุกรุ่นทุกนามได้มีโอกาสแสดงผลงานเชิงการประพันธ์ให้เป็นที่ประจักษ์ และบรรดาเหล่านักประพันธ์เองก็ผูกสมัครรักใคร่กลมเกลียวกันฉันพี่น้อง ช่วยกันสร้างผลงานประดุจดั่งดวงดาวกะพริบพราวฉายแสงเจิดจ้าอยู่บนฟากฟ้าวรรณกรรม

ในช่วงปี ๒๕๐๒ ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ทางวรรณกรรมแนวใหม่ คือ ‘แว่นสารพัดสี’ ในบทบรรณาธิการได้เขียนไว้ว่า... ‘แว่นสารพัดสี เป็นข้อเขียนแนวใหม่... คอลัมน์อ่านได้-นิยายอ่านดี จากน้ำใจไมตรีของนักเขียนหญิงชายทุกรุ่นทุกวัย หลายท่านแสดงความชื่นชมมาว่ายินดีมากที่สกุลไทยมีแนวความคิดใหม่ จัดเวทีหมุนเวียนเชิญนักเขียนนักประพันธ์มีชื่อเด่นๆของเมืองไทยมาแสดงผลงานการประพันธ์อันมีค่าให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้อ่านทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ แว่นสารพัดสีมีความหมายบ่งบอกชัดอยู่ในตัวว่า ท่านผู้อ่านจะได้พบทรรศนะและสำนวนลีลาชวนรื่นรมย์ จากการมองโลกของผู้เขียนด้วยสีสันต่างๆกัน ขณะนี้เวทีของสกุลไทยกำลังเนืองแน่นไปด้วยนักเขียนนักประพันธ์หญิงชายทุกระดับชั้น มากรุ่นหลายวัย ต่างร่วมใจมาให้เกียรติประดับแว่นต่างๆสีสารพัดแพรวพรายให้ผู้อ่านได้คอยเลือกเป็นอาหารสมอง มีนักเขียนหลายท่านโทรศัพท์ และติดต่อไต่ถาม ‘สี’ ของแว่น แว่นสีไหนที่นักเขียนท่านใดจองไว้บ้างแล้ว สีอะไรบ้างที่ยังไม่มีใครจอง บางท่านก็ขอจองสีโน้นสีนี้ ล้วนเป็นความเคลื่อนไหวคึกคักอันเป็นนิมิตแห่งความรักและกลมเกลียวสมานฉันท์ในกลุ่มนักประพันธ์ของไทย ซึ่งได้มาแสดงไมตรีจิตที่สกุลไทย...’

นอกจากที่กล่าวมา สกุลไทยยังส่งเสริมเรื่องการเขียนและการใช้ภาษาไทย โดยเปิดคอลัมน์ อาทิ ‘สนามกวี’ ให้ผู้สนใจเรื่องโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ส่งบทกลอนเข้ามาให้สกุลไทยพิจารณาคัดเลือกลงพิมพ์ หรือคอลัมน์ “ประกวดจดหมายรัก” เพื่อผู้อ่านที่สนใจ และมีความสามารถในการเขียนได้ส่ง “จดหมายรัก” ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเข้าประกวด ซึ่งมีทั้งเขียนเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ฯลฯ” นรีภพ สวัสดิรักษ์ ย้อนวันวานจาก ‘บรรณาธิการบันทึก’ ของมารดา (คอลัมน์ ‘สนามกวี’ ปัจจุบันก็คือคอลัมน์ ‘สโมสรสมานมิตร’ ควบคุมโดย กุลทรัพย์ รุ่งฤดี)

สุภัทร สวัสดิรักษ์ ในฐานะบรรณาธิการอาวุโสของสกุลไทย (ดำรงตำแหน่งปี ๒๕๐๓ – ๒๕๔๗) ยังได้สร้างสีสันและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่นักเขียนวงวรรณกรรมมากมายนัก อาทิ เธอเป็นผู้กระตุ้นให้นักเขียนบังเกิดมากกว่าหนึ่งนามปากกาในสกุลไทย ทั้งนี้เธอคิดถึงความสุขของผู้เสพงานวรรณกรรมเป็นสำคัญ ในเมื่อฝีไม้ลายมือการประพันธ์ของนักเขียนบางท่านได้สร้างความจับใจแก่ผู้อ่านอย่างมีพลังมากมายเหลือล้น แล้วเหตุใดจึงไม่เสริมส่งให้เป็นกำไรต่อปิยมิตรนักอ่านเล่า ดังเช่น ในปี ๒๕๐๕-๒๕๐๖ ลงตีพิมพ์นวนิยายชื่อ ‘พระจันทร์หลงเงา’ นามปากกา กัญญ์ชลา ซ้อนเข้าไปกับเรื่อง ‘ชลธีพิศวาส’ นามปากกา กฤษณา อโศกสิน ซึ่งเป็นผู้เขียนคนเดียวกัน

ขณะนั้นสกุลไทยมีนักเขียนนวนิยายชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับอยู่ก่อนแล้วหลายนาม อาทิ ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ เขียนเรื่อง ‘ไม่มีคำตอบจากสวรรค์’ ‘สุภาวดี’ เขียนเรื่อง ‘สายน้ำผึ้ง’ .ไชยวรศิลป์ เขียนเรื่อง ‘ส่องหล้า’ .ศยามานนท์ เขียนเรื่อง ‘กุหลาบฟ้า’ รวมทั้ง สุภัทร สวัสดิรักษ์ ก็เขียนนวนิยายเรื่องแรก ‘ธิดาสวรรค์’

กล่าวได้ว่า ช่วงประมาณปี ๒๕๐๐-๒๕๐๗ สำรับนวนิยายสกุลไทยเข้มข้นด้วยนามนักเขียนชื่อเสียงระบือไกล อาทิ ดวงดาว (เรื่อง ‘วสันต์กราย’, ปี ๒๕๐๐) สด กูรมะโรหิต (เรื่อง ‘วิญญาณพยาบาท’, ปี ๒๕๐๐) ศรีฟ้า ลดาวัลย์ (เรื่อง ‘ผู้มีชัย’, ปี ๒๕๐๑) .แสงเพ็ญ (เรื่อง ‘ชายโลกีย์’, ปี ๒๕๐๒) .ไชยวรศิลป์ (เรื่อง ‘กลับมาเถิดความหลัง’, ปี ๒๕๐๓) รัตนะ ยาวะประภาษ (เรื่อง ‘ใบไม้ร่วงฤดูฝน’, ปี ๒๕๐๓) เรียมเอง (เรื่อง ‘ด่านหัวใจ’, ปี ๒๕๐๓) .ศยามานนท์ (เรื่อง ‘กุหลาบฟ้า’ ปี ๒๕๐๕) สันต์ เทวรักษ์ (เรื่อง ‘ทหารเอกพระพันวษา’, ปี ๒๕๐๕) .สุรางคนางค์ (เรื่อง ‘ค่าทางใจ’, ปี ๒๕๐๖) อมราวดี (เรื่อง ‘โรมรัญจวน’ ปี ๒๕๐๖) อุปถัมภ์ กองแก้ว (เรื่อง สวรรค์ดำ, ปี ๒๕๐๗) กฤษณา อโศกสิน (เรื่อง ‘เพลิงบุญ’, ปี ๒๕๐๗) สุภาว์ เทวกุลฯ (เรื่อง ไฟใต้น้ำ, ปี ๒๕๐๗) เพ็ญแข วงศ์สง่า (เรื่อง วงกตรัก, ปี ๒๕๐๗) ลักษณวดี (เรื่อง สายใจ, ปี ๒๕๐๗) เป็นต้น

นรีภพ สวัสดิรักษ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า

ปี ๒๕๐๓-๒๕๐๘ เป็นช่วงที่สนามนวนิยายในสกุลไทยคึกคักและอบอุ่น ด้วยผลงานนักเขียนมากมาย ได้แก่เรื่อง ‘นี่แหละรัก’ ของ .สุรางคนางค์ ‘เวสสุกรรม’ ของ เบญจมาศ ‘ไปไหน?’ ของ เรียมเอง ‘รัญจวน ชลาลักษ์’ ของ รัตนะ ยาวะประภาษ ‘ฆาตกรรมหัวใจ’ ของ แขไข เทวินทร์ ‘หับทิ้ง’ ของ สมบูรณ์ วรพงษ์ ‘สายน้ำที่ไหลกลับมา’ ของ ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ ‘สามเส้า’ ของ ประสิทธิ์ ศิริบันเทิง ‘ฝันรัก’ ของ สุดา นครานุรักษ์ ‘พระเจ้าเงินตรา’ ของ ‘สุภาวดี’ ‘ณ ที่แห่งนี้พักใจ’ ของ ทัศนีนารถ ‘วัยบริสุทธิ์’ ของ .ศยามานนท์ ไดอารี่ปกดำ ของ อุปถัมภ์ กองแก้ว ชลธีพิศวาส ของ กฤษณา อโศกสิน ดาระกา อย่าร้องไห้ ของ ชาลี เอียมกระสินธุ์ ฯลฯ

และมีอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ต้องจดจำสำหรับวงการนวนิยายไทย โดยคุณนรีภพเล่าว่า

ปรากฏการณ์หนึ่งของนวนิยายสกุลไทยในปี ๒๕๐๓ คือเรื่อง ‘ดรุณี’ เป็นนวนิยายที่นักเขียนหญิงร่วมกันเขียน มี เบญจมาศ สุภัทร สวัสดิรักษ์ กุลทรัพย์ รุ่งฤดี สุดา นครานุรักษ์ สาเรส ศิระมนัส ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้อ่านอย่างอบอุ่น และในปีถัดมาก็ได้เกิดปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันอีก โดยครั้งนี้เป็นนักเขียนชายร่วมกันเขียนเรื่อง ‘พันธ์พยัคฆ์’ นักเขียนชายดังกล่าว มี เสนีย์ บุษปะเกศ อดุล ราชวังอินทร์ ภูมิ สีหราช เกรียง ไกรสร รอย ฤทธิรณ

นอกจากนี้ สกุลไทยก็ยังริเริ่มเรื่องสั้นที่ประชันคารมกันระหว่างนักเขียนตระกูล ‘สุ’ และ นักเขียนตระกูล ‘ส’ เรื่องสั้นจบในฉบับชุด ‘ผู้ชาย-ผู้หญิง’ เช่น เรื่อง ‘ผู้หญิงนี่น้า’ โดย เสนีย์ บุษปะเกศ ‘ผู้ชายชุ่ย-ชุ่ย’ โดย สุภาว์ เทวกุลฯ ‘ผู้หญิงแย่-แย่’ โดย เสาร์ ลือชา ‘ผู้ชายยังงี้แหละ’ โดย ‘สุภาวดี’ เป็นต้น และก็ยังมีเรื่องสั้นในชุด ‘หัวใจนักเขียนหญิง’ ประกอบด้วยนักเขียนสตรีหลายท่าน อาทิ ชูวงศ์ ฉายะจินดา นราวดี บุษยมาส มธุรส ทมยันตี อมราวดี ลลิตา อ.ไชยวรศิลป์ และ สุภัทร สวัสดิรักษ์ มีเรื่องสั้นชุด ‘รวมกันเที่ยว’ เขียนโดย ชาญหัตกิจ อมราวดี ทมยันตี สุภาว์ เทวกุลฯ รัตนะ ยาวะประภาษ 'รงค์ วงษ์สวรรค์(หนุ่ม) กฤษณา อโศกสิน อ้อย อัจฉริยกร เศก ดุสิต สุภัทร สวัสดิรักษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการสร้างความสัมพันธ์ของนักเขียน”

ไม่เพียงเท่านั้น สกุลไทยได้สนับสนุนและให้ความสำคัญต่อการประกวดเรื่องสั้น ซึ่งมีการจัดประกวดโดยแบ่งตามฤดูกาล กล่าวคือ เหมันตฤดู คิมหันตฤดู และวสันตฤดู โดยเชิญบรรดานักเขียนระดับมืออาชีพร่วมกันเป็นกรรมการตัดสิน โดยผู้ชนะเลิศได้รับรางวัลปากกาดินสอปลอกทองสลักชื่อนักเขียนที่มีชื่อเสียงเป็นรางวัล เช่น สลักชื่อสันต์ เทวรักษ์

‘...เพื่อเป็นการยืนยันว่าก้าวใหม่อันทะมัดทะแมงสำหรับอีกแขนงหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจและเส้นเลือดใหญ่ที่สกุลไทยรักษามาตรฐานอันน่ารักน่าพิศมัยไว้ได้ในทุกวันนี้ คือในด้านเรื่องสั้นแต่ละฤดูกาลที่ผ่านจากสนามสกุลไทย ในนาม ‘น้องใหม่’ ของบรรณพิภพทุกสี่เดือนหรือทุกเดือนที่ผ่านมา เรามีความภูมิใจที่ได้สกัดเพชรน้ำเอกจากกองหนังสือออกมาอย่างสมคุณค่า โดยการพิจารณาอย่างรอบคอบและละเอียดชัดเจนจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

...ประเด็นและความมุ่งหมายสำคัญซึ่งเป็นปณิธานจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านได้มีความคิดและเห็นพ้องต้องกันว่าจะพยายามที่สุดในการที่จะผดุงสนับสนุนและให้แนวทางที่ถูกต้องต่อ ‘น้องใหม่’ ทั้งหลายเพื่อการก้าวต่อไปในโลกการประพันธ์...’ (จากบทบรรณาธิการ ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๓๗๘ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๒ มกราคม พ..๒๕๐๕)

กล่าวสรุปในช่วงทศวรรษแรก สกุลไทยได้เป็นที่ชุมนุมผลงานของนักเขียนนามอุโฆษเป็นที่รู้จักในนิตยสารต่างๆ โดยวรรณกรรมยุคแรก มีเรื่องที่เปรียบเสมือนเป็นเสาหลักอยู่สองแบบ คือ ๑.นวนิยายประจำฉบับ มีนักเขียนมือทองมาร่วมงานกับสกุลไทยมากมาย เป็นต้นว่า สุวัฒน์ วรดิลก อิศรา อมันตกุล ชอุ่ม ปัญจพรรค์ เสนีย์ บุษปะเกศ ก.สุรางคนางค์ แกมกาญจน์ ศุภวรรณ ฯลฯ.เรื่องสั้นจบในฉบับ เป็นผลงานของนักเขียนเรืองนาม อาทิ มนัส จรรยงค์ สันต์ เทวรักษ์ พ.เนตรรังสี ผกาวดี อุตตโมทย์ ฯลฯ

ครั้นวันเวลาผันเปลี่ยนจากพุทธศักราช ๒๕๐๗ เข้าสู่พุทธศักราช ๒๕๐๘ ความดังในนวนิยายสกุลไทย ทำอย่างไรก็ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ จึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ทันสมัยขึ้นอีกครั้ง นั่นคือ การเชิญดารานักแสดงผู้มีชื่อเสียงชั้นแนวหน้ามาถ่ายภาพประกอบเรื่องในนวนิยายในสกุลไทยแทนรูปวาดของเดิม เป็นต้นว่า เชิญคุณอรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา และคุณอัจฉราวดี เถาเสถียร มาถ่ายภาพประกอบนวนิยายของกฤษณา อโศกสิน ตลอดจนนักเขียนนามอื่นๆด้วย ขณะเดียวกันภาพวาดประกอบนวนิยายลักษณะเดิมก็ยังมีอยู่บางส่วน

‘...ในด้านนวนิยายยาว สกุลไทยก็ได้ก้าวมาถึงความล้ำหน้าอีกประการหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีที่อื่นใดกระทำกัน คือการมุ่งให้หน้ากระดาษของเราสร้างความบันเทิงแด่คุณ ทั้งในรูปลักษณะอักษร และภาพบทบาทการแสดงออกซึ่งความรู้สึก คุณจะเห็นชีวิตในนวนิยายเหล่านั้นมาโลดเต้นอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น การดูภาพประกอบนวนิยายของสกุลไทย ก็เหมือนกับการดูภาพยนตร์หรือละครทีวี จะต่างกันก็ที่ว่าภาพจอกระดาษได้ย่นย่อเหตุการณ์ลงเป็นภาพนิ่งเป็นตอนๆไป จึงแสดงให้เห็นศิลปะอย่างเด่นชัดทั้งในรูปลักษณ์การแสดง บทบาทและการคล้องจองกับต้นฉบับที่เทียบให้คุณผู้อ่านพิจารณา สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องการความละเอียดและประณีตอันเป็นศิลปะอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากภาพวาด...’ (จากบทบรรณาธิการ ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๕๓๒ ประจำวันจันทร์ที่ ๔ มกราคม ๒๕๐๘)

ต่อมา เดือนกันยายน ปี ๒๕๐๙ นวนิยายยาวเรื่อง ‘เรือมนุษย์’ ของ กฤษณา อโศกสิน ปรากฏสู่สายตาผู้อ่านสกุลไทย หลังจากเรื่อง ‘บาปสลาย’ เพิ่งจบลง

เรือมนุษย์’ นี้ เจ้าของบทประพันธ์เปิดเผยว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายเรื่อง ‘นันทวัน’ ของ ดอกไม้สด อันเป็นบทกล่อมในเรื่อง มีใจความว่า

เรือเอ๋ยเรือมนุษย์ ใหญ่ยาวสุดเพียงแค่วา

ตัณหาพาเจ้ามา รู้หรือเจ้าจะไปไหน

เห็นฝั่งอยู่กับตา พายเข้าหา ฝั่งหนีไกล

ตัณหาพาเจ้าไป เรือก็ล่มจมคงคา

อีก ๒ ปีถัดมา นวนิยายเรื่อง ‘เรือมนุษย์’ ของ กฤษณา อโศกสิน ได้รับรางวัล สปอ. (องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) นับว่าเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่วงวรรณกรรมไทยสืบมาจนบัดนี้

ย้อนหลังไป สกุลไทยในฉบับที่ ๖๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ ปรากฏถ้อยแถลงของบรรณาธิการ สุภัทร สวัสดิรักษ์ ดังนี้ว่า

‘...มีผู้กล่าวกันว่า นวนิยายชีวิตที่ดีก็คือนวนิยายที่มีถ้อยคำสำนวนโวหารดี มีการผูกเค้าโครงเรื่องดี มีแนวความคิดหรือปรัชญาชีวิตดีๆแอบแฝงไว้ให้แก่ผู้อ่าน นวนิยายชีวิตที่ดียังมีความดีเด่นซ่อนเร้นอยู่อีก นั่นก็คือ เป็นประวัติศาสตร์ทางสังคม นวนิยายชีวิตที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่มแล้ว จะอยู่ยงคงกระพันมานานกี่เดือนกี่ปีก็ตาม เรื่องในนวนิยายนั้นๆ ก็จะเป็นแหล่งบอกให้เราได้ทราบว่า ในสมัยหรือปีนั้นๆ ผู้คนดำเนินชีวิตกันอย่างไร แฟชั่นการแต่งตัวเป็นอย่างไร

อย่างเช่น ‘นิจ’ ‘ผู้ดี’ หรือ ‘ความผิดครั้งแรก’ ของ ดอกไม้สด เรามองเห็นสภาพของสุภาพสตรีผู้ดีที่เรียบร้อยอยู่ในบ้าน มีการสังคมกันภายในบ้าน สตรีสาวออกงานกับบิดามารดาหรือผู้ใหญ่ หญิงชายจะรักกันมักมีคนกลางหรือ ‘แม่สื่อ’ เป็นปฐม

มาถึง ‘บ้านทรายทอง’ ‘โดมผู้จองหอง’ ‘ทางสายเปลี่ยว’ และ ฯลฯ ของ .สุรางคนางค์ ผู้หญิงจะมีความเก่งกาจขึ้น ช่วยตัวเองได้มากขึ้น มีการงานอาชีพ มีสังคมกว้างขึ้น ผู้ชายที่รับราชการเป็นตัวละครในเรื่องมักจะน้อยลง แต่มีนักธุรกิจเพิ่มขึ้นมา สังคมระหว่างหญิงชายเริ่มอลวนขึ้น และมาในยุค ‘ บาปสลาย’ ‘เรือมนุษย์’ ที่ประจักษ์แก่ตาท่านอยู่ในขณะนี้

สกุลไทยจึงได้สนับสนุนนวนิยายที่ดีอยู่เสมอ เราถือว่า ศิลปะที่ดีนั้นย่อมเอื้อตลาดอยู่บ้าง แต่มิใช่ตามตลาด ท่านผู้อ่านจึงไม่ผิดหวังจากนวนิยายของเราเลย ไม่ว่าจะเป็น กฤษณา อโศกสิน แก้ว กิริยา สุภาว์ เทวกุลฯ ลักษณวดี รวมทั้ง กนกเรขา กรทอง ฯลฯ เรื่อยไปจนถึง .สุรางคนางค์...’

จากถ้อยเจรจาพาทีของบรรณาธิการผ่านหน้ากระดาษสกุลไทยไปสู่มิตรผู้อ่านฉบับนี้ ทำให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า นวนิยายมิได้ทำหน้าที่เป็นเรื่องราวประโลมโลกประโลมใจแค่เท่านั้น ทว่า นวนิยายคือภาพสะท้อนความเป็นจริงของสังคมในหลายๆมิติมารวมอยู่ในน้ำเนื้อแห่งบริบทชีวิตมนุษย์ที่ปรุงแต่งอย่างแยบยลด้วยอรรถรสทางวรรณศิลป์ อันมีตัวละครขับเคลื่อนเรื่องราวอย่างสนุกหรรษา จนไปสู่บทอวสาน ฉะนั้น การจัดสำรับนวนิยายเพื่อหลอมรวมผู้อ่านที่รักงานวรรณกรรมให้เป็นหัวใจรักดวงเดียวกัน เพื่อผดุงไว้ซึ่งธรรมจริยาแห่งชีวิต ย่อมต้องอาศัยองค์ความรู้แห่งยุคสมัยทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกันไป ซึ่ง “สกุลไทย” ได้ทำดังที่กล่าวมานี้ อย่างภาคภูมิบริบูรณ์

ในปี ๒๕๐๙-๒๕๑๔ ก็ถือเป็นอีกยุคหนึ่งที่นวนิยายในสกุลไทยได้รับความนิยมศรัทธาจากผู้อ่านอย่างมาก จากนวนิยายคุณภาพของนักเขียนนามลือเลื่อง นอกจากเรื่อง ‘เรือมนุษย์’ ของ กฤษณา อโศกสิน ‘ฟ้าเพียงดิน’ ของ เสนีย์ บุษปะเกศ ‘หนี้รัก’ ของ ลักษณวดี ‘รักประกาศิต-ภูชิชย์ นริศรา’ ของ .สุรางคนางค์ ก็ยังมี ‘อุบัติเหตุ’ ของ กนกเรขา ‘แสงอาทิตย์’ ของ รพีพร ‘ฝนหยาดสุดท้าย’ ของ กัญญ์ชลา ‘กำแพงเงินตรา’ ของ ชูวงศ์ ฉายะจินดา ‘ฟ้าเปลี่ยนสี’ ของ เพ็ญแข วงศ์สง่าเลือดขัตติยา’ ของ ลักษณวดีเมียหลวง’ ของ กฤษณา อโศกสิน ‘เมียน้อย’ ของ ทมยันตี ‘สะใภ้จ้าว’ ของ ‘รจนา’พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ’ ของ สุวรรณี สุคนธา ฯลฯ

สำรับนวนิยายของสกุลไทยถึงพร้อมด้วยคุณค่าทุกประการ และทุกเรื่องล้วนสนุกน่าติดตาม เป็นผลงานจากนักประพันธ์ที่เข้าครอบครองมัดใจนักอ่านจนอยู่หมัดตลอดทุกสัปดาห์ แต่ละรสแต่ละนามปากกาต่างก็นำเสนอเรื่องราวแตกต่างไม่ซ้ำแบบกัน โดยเฉพาะ ‘เมียหลวง’ กับ ‘เมียน้อย’ เรียกเสียงฮือฮาลือลั่นในวงการ ซึ่งยังเป็นที่โจษขานกันอยู่เนืองๆเกี่ยวกับนวนิยายทั้งสองเรื่องนี้

ครั้งหนึ่ง หน้าบทบรรณาธิการของสุภัทร สวัสดิรักษ์ ได้บันทึกไว้ว่า ...เพียงการเกริ่นข่าวชื่อเรื่องนี้ในไม่กี่ฉบับที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่า ‘เมียน้อย’ ได้รับความสนใจจากท่านผู้อ่านทั่วไปอย่างเกินคาด วงการธุรกิจบันเทิงต่างๆก็กำลังตั้งตาคอยว่า ‘เมียน้อย’ ของ ทมยันตี จะดำเนินไปในรูปลักษณะใด ผู้เขียนจะเขียนด้วยความรู้สึกชิงชังหรือด้วยความรู้สึกเห็นใจ บางท่านอดใจรอคอยไม่ได้ โทรศัพท์ไต่ถามมาก็มี สกุลไทยขอสงวนการตอบในข้อนี้ไว้ก่อน เพียงแต่ขอให้ท่านรอคอยต่อไปอีกสักนิด เมื่อ ‘เมียน้อย’ ปรากฏโฉมออกมา ท่านจะไม่ผิดหวังแน่...’

หนังสือ ‘ลายสลักอักษรา’ ของ กฤษณา อโศกสิน ก็เล่าถึงเบื้องหลังปรากฏการณ์แห่ง ‘เมียหลวง’ ‘เมียน้อย’ ได้อย่างออกรสเด็ดเผ็ดมันทีเดียว

...อันว่าเมียหลวงและเมียน้อยนี้ก่อกำเนิดขึ้นในร้านอาหารนาม ‘บ้านแก้วเรือนขวัญ’ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่โดยแท้

นั่นก็เนื่องด้วยคุณสุภัทรแต่ผู้เดียวเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงรวบรวมคณะนักเขียนสตรีซึ่งเพิ่งมีมากินข้าวด้วยกันไม่กี่คน เป็นต้นว่า สุภาว์ เทวกุลฯ กุลทรัพย์ รุ่งฤดี ทมยันตี ชูวงศ์ ฉายะจินดา เพ็ญแข วงศ์สง่า รวมทั้ง กฤษณา อโศกสิน กินข้าวไปคุยกันไปถึงเรื่องต่างๆในสังคม ท้ายที่สุดคุณสุภัทรนั่นเองก็คิดการใหญ่โดยคิดขึ้นมาได้ว่า อย่ากระนั้นเลย ข้าพเจ้าจะต้องจับนักเขียนสองคนมาเขียนเรื่องเมียน้อยคนหนึ่ง เมียหลวงอีกคนหนึ่งให้จงได้

คุณ ‘ทมยันตี’ น่ะรึ สมองไวจะตาย เหตุไฉนจึงจะไม่สนองความปรารถนาของบรรณาธิการสุดที่รักของเธอ

ดังนั้น เพียงไม่กี่ฉบับต่อมา คุณสุภัทรก็แถลงมือไม่ว่าง ‘...สำหรับในฉบับนี้ สกุลไทยได้เริ่มนวนิยายเรื่องเยี่ยมยอดเรื่องใหม่ คือ ‘เมียน้อย’ จากปลายปากกาของ ‘ทมยันตี’ นักเขียนสตรีที่ท่านเรียกร้องด้วยความนิยมชมชื่น...’

เมื่อ ‘เมียน้อย’ ขึ้นเวทีไปแล้ว เหตุไฉนจึงจะไม่มี ‘เมียหลวง’ เล่า

ดังนั้น เพียงแค่ ๓ เดือนผ่านไป สกุลไทยก้าวสู่ปีที่ ๑๕ บรรณาธิการจึงแถลง ‘นวนิยายทุกเรื่องกำลังออกรสชวนติดตามยิ่งขึ้น รวมทั้ง ‘เมียน้อย’ ซึ่งกำลังทำชื่อเสียงโด่งดังโดย ‘ทมยันตี’ และบัดนี้มีผู้อ่านเรียกร้องมาให้นักเขียนสตรีอีกผู้หนึ่งจับปากกาเขียน ‘เมียหลวง’ ประชัน กับ ‘เมียน้อย’ นักเขียนสตรีผู้ถูกปลุกด้วยแรงเรียกร้องศรัทธาจากประชาชน คือ กฤษณา อโศกสิน ดังนั้น ในฉบับหน้า ท่านจะได้พบข่าว ‘ทมยันตี’ เผชิญหน้ากับ ‘กฤษณา อโศกสิน’...’

คุณสุภัทรโฆษณานวนิยายเหมือนโฆษณานักมวยยังไงยังงั้นจริงๆ”

และแล้วในช่วงปี ๒๕๑๓-๒๕๑๔ ทั้ง ‘เมียน้อย’ และ ‘เมียหลวง’ ก็ได้ขึ้นคู่ชิงชัยบนสังเวียนวรรณกรรม เปรียบเสมือนมวยถูกรุ่น ส่วนผู้อ่านนั้นถูกใจเป็นยิ่งนัก หาไม่แล้วนวนิยายทั้งสองเรื่องคงไม่โด่งดังข้ามทศวรรษมาจนถึงยุคนี้

ครั้นแล้ว สำรับนวนิยายสกุลไทยเพิ่มความแน่นปึ้กขึ้นอีกด้วยนักเขียนระดับมือทองคำคับคั่ง จนมาถึงพ..๒๕๑๕-๒๕๒๑ นวนิยายประจำฉบับได้รับความนิยมเป็นที่ถูกใจแฟนผู้อ่านอย่างเหนียวแน่น โด่งดังตามมาอีกหลายเรื่อง เป็นต้นว่า ‘หมอภัคพงศ์’ ของ .สุรางคนางค์ ‘ด้วยปีกของรัก’ ของ สุวรรณี สุคนธา ‘ยอดรัก-ยอดขวัญ’ ของ ลักษณ์ โรจนา ‘รัศมีจันทร์’ ของ ลักษณวดี ‘หลงราง’ ของ สุภาว์ เทวกุลฯ ‘ทิวาหวาม’ ของ ศศิพงษ์ประไพ ‘ไผ่ลอดกอ’ ของ เพ็ญแข วงศ์สง่า ‘คุณนาย’ ของ .ไชยวรศิลป์ ‘เมียนัมเบอร์ ๔’ ของ รพีพร ‘มงกุฎหนาม’ ของ ทมยันตี ‘เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม’ ของ ชูวงศ์ ฉายะจินดา ‘อาจารย์หนุ่ม’ ของ อาจารีย์ ‘รากแก้ว’ ของ กฤษณา อโศกสิน ‘ปุลากง’ ของ โสภาค สุวรรณ ‘ทางรัก’ ของ โรสลาเรน ‘คมกุหลาบ’ ของ ช่อลัดา ‘สองฝั่งฟ้า’ ของ นิดา ‘ละครเมฆ’ ของ ‘สุภาวดี’ ‘ตามนาง’ ของ กาญจนา นาคนันทน์ ‘หิมะสีแดง’ ของ ศิริรำไพ ฯลฯ

ต่อด้วย ‘งิ้วราย’ ของ โสภาค สุวรรณ ‘วสันต์พิศวาส’ ของ .สุรางคนางค์ ‘กุ้งนาง’ ของ กาญจนา นาคนันทน์ ‘พระจันทร์สีน้ำเงิน’ ของ สุวรรณี สุคนธา ‘ไฟพ่าย’ ของ กฤษณา อโศกสิน ‘ตึกฝรั่ง’ ของ รพีพร ‘บ่วงเสน่หา’ ของ ช่อลัดา ‘อย่าลืมฉัน’ ของ ทมยันตี ‘สิ้นสวาท’ ของ โรสลาเรน ‘เงาเสือ’ ของ นิดา ‘ช่องว่างระหว่างหัวใจ’ ของ .มธุการี ‘ความรักสีดำ’ ของ เพชรน้ำค้าง ‘รักในสายหมอก’ ของ ศิริรำไพ ‘ใครคนนั้นที่จะรักฉัน’ ของ นราวดี ‘ไร้เสน่หา’ ของ .วินิจฉัยกุล ‘ขอความรักบ้างได้ไหม’ ของ พิบูลศักดิ์ ละครพล ‘คู่เขยพระราชา’ ของ อมราวดี ‘สายน้ำไม่เคยคอย’ ของ สุภาว์ เทวกุลฯ ‘หลังคาใบบัว’ ของ กัญญ์ชลา ‘จดหมายจากเจน’ ของ นายา ‘สุสานภูเตศวร’ ของ จินตวีร์ วิวัธน์ ‘แก้วราหู’ ของ แก้วเก้า

เนื่องเพราะเนื้อหาหลักของสกุลไทยคือนวนิยาย สกุลไทยจึงให้ความสำคัญในการคัดเลือกนวนิยายเป็นอันดับต้น นวนิยายในสกุลไทยจึงต้องมีความหลากหลายเพื่อกระตุ้นเร้าความสนใจให้ผู้อ่านซื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สุภัทร สวัสดิรักษ์ อดีตบรรณาธิการอาวุโส เคยกล่าวถึงแง่มุมนี้ไว้ว่า

...เป็นเรื่องธรรมดาในการเริ่มต้นที่หนังสือทุกฉบับไม่ใช่แต่เฉพาะสกุลไทย การเริ่มต้นที่หนังสือกว่าจะติดตลาดได้ก็ต้องใช้เวลา ที่จะทำให้คนนึกถึงเรา คอยว่าทุกวันอังคารจะต้องไปซื้อหนังสือเรา ตรงจุดนี้สำคัญที่ว่าเรามีอะไรที่ทำให้คนติดใจถึงกับว่าไม่ทิ้ง ซื้อเล่มหนึ่งแล้วต้องซื้ออีกเล่มหนึ่งต่ออีกเล่มหนึ่งต่อ อันนี้ก็ทำให้ต้องมาคิดถึงว่าเราจะเอาอะไรเป็นตัวดึงดูด เพราะว่าเราจะอาศัยแต่สารคดี ภาพเรื่องราว หรืออะไรที่เป็นการจบไปในแต่ละฉบับ ไม่มีสิ่งที่จะดึง ที่เป็นความต่อเนื่อง ก็คิดว่านวนิยายมีความสำคัญ เพราะถ้าหากว่าคนติดนวนิยายแล้ว ก็ต้องอยากอ่านต่อทุกฉบับ เพราะฉะนั้น ก็เลยให้ความสำคัญของคอนเซ็ปต์ของเรามุ่งไปที่นวนิยายเป็นส่วนใหญ่

การมุ่งนวนิยาย ก็คือ หนึ่ง เลือกนักเขียนที่เป็นนักเขียนที่ดึงดูดในช่วงนั้น สอง พยายามทำความใกล้ชิดกับนักเขียน เพื่อที่จะคุยหรือว่าขอเรื่องที่ดีที่สุดของนักเขียนคนนั้นมาให้กับเวทีของเรา

ตัวบรรณาธิการต้องรู้ต้องดูด้วยว่าเวทีของเราขณะนั้น มีเรื่องอะไรอยู่บ้าง สิ่งที่ขาด รสที่ขาดไปที่เราต้องการ เช่น ขณะนี้เรามีเรื่องสืบสวนอยู่สองเรื่อง มันมากไป เราควรจะมีเรื่องแนวนั้นแนวนี้เข้ามาเสริม เราก็มองดูว่าควรจะขอจากนักเขียนคนไหน จึงมีการไปพูดคุยแล้วขอเรื่องมา...”

ครั้นมาถึงช่วงปี ๒๕๒๒ – ๒๕๓๒ ความแข็งแกร่งของนวนิยายสกุลไทยยังดำรงคงมั่น ไม่ผันแปร นอกจากสนองผู้รักงานวรรณกรรมอันเปรียบเสมือนทุกฝ่ายที่มีจิตผูกพันต่อกันไม่ว่าผู้เขียน ผู้อ่าน ผู้จัดทำ ล้วนแล้วแต่เชื่อมร้อยใจกันด้วยความสนุกไปกับนวนิยายเรื่องต่างๆพร้อมๆกัน ซึ่งครานี้มี ‘อังสนาหย่าผัว’ ของ รพีพร ‘รัตนโกสินทร์’ ของ .วินิจฉัยกุล ‘เปลือก’ ของ สีฟ้า ‘คลื่นใต้น้ำ’ ของ โสภาค สุวรรณ ‘นางทิพย์’ ของ แก้วเก้า ‘พิน’ ของ มาลา คำจันทร์ ‘จุมพิตพญามาร’ ของ อมราวดี ‘ดั่งดวงหฤทัย’ ของ ลักษณวดี ‘เทพบุตรสุดแสบ’ ของ กนกเรขา ‘ปูนปิดทอง’ ของ กฤษณา อโศกสิน ‘ไปไม่ถึงดวงดาว’ ของ นันทนา วีรชน ‘ทางสายที่สาม’ ของ กีรติ ชนาเสื้อสีฝุ่น’ ของ กัญญ์ชลา ‘ดงคนดิบ’ ของ โบตั๋น ‘ดอกรักบานหลังฝน’ ของ อรุณรุ่ง ‘วังไวกูณฑ์’ ของ จินตวีร์ วิวัธน์ ‘นิมิตมรณะ’ ของ นิดา ‘ไม้อ่อน’ ของ ศรีฟ้า ลดาวัลย์ ‘วันพรุ่งนี้ของปรารถนา’ ของ เพ็ญแข วงศ์สง่า ‘เงาไม้ในน้ำ’ ของ มิชิมา (นวนิยายขนาด ๓๐ ตอนจบที่ได้รับคัดเลือกลงพิมพ์ “ลานอักษรแห่งนักเขียนใหม่”) ระบำไฟ’ ของ .มธุการี ‘ทวิภพ’ ของ ทมยันตี ‘หุ่นหลวง’ ของ เยาวเรศ เดชาคณีย์ (นวนิยายขนาด ๓๐ ตอนจบที่ได้รับคัดเลือกลงพิมพ์ “ลานอักษรแห่งนักเขียนใหม่”) หนาวน้ำตา’ ของ แมน สุปิติ ‘จะมีใครมาให้รัก?’ ของ เพชรน้ำค้าง ‘พ่อจอมกะล่อน’ ของ กนกวลี พจนปกรณ์ ฯลฯ

อนึ่ง นวนิยายเรื่อง ‘ปูนปิดทอง’ ของ กฤษณา อโศกสิน ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๒๘

จากรายนามนามปากกาข้างต้น จะเห็นว่าทุกทศวรรษที่ได้ล่วงเลยผ่านไป ได้มีนักเขียนเดินเข้าสู่สนามสกุลไทยแน่นขนัดยิ่งขึ้น และนับวันก็จะทวีขึ้นด้วยคุณภาพมิใช่ปริมาณ ซึ่งหลายชื่อหลายนามนั้นยังยืนยงคงกระพันเป็นเสาเอกแห่งวงวรรณกรรมไทยตลอดมาจากบัดนั้นถึงบัดนี้

นอกจากนั้นแล้ว สกุลไทยยังนำเสนอสารคดีย้อนเข้าสู่ประตูวังยุคอดีต “เลาะวัง” เขียนโดย จุลลดา ภักดีภูมินทร์ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่ได้รับความนิยมอย่างยาวนานไม่แพ้นวนิยาย

เรื่อง ‘เลาะวัง’ ดิฉันออกความเห็นกับคุณสุวรรณา ส่งเสริมสวัสดิ์ บอกว่าเกิดความคิดว่าเคยคุยกับย่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็เรื่องที่เกี่ยวกับเจ้านาย ส่วนมากไม่มีใครรู้ อยากรู้ แต่ไม่มีคนรู้ ไม่มีคนเขียน ดิฉันก็เริ่มต้นเขียนก่อนเพื่อน เขียนเป็นทำนองที่ว่าย่าเล่าให้ฟัง คือคิดว่าคนอื่นทั่วไป บางทีโดยเฉพาะเด็กรุ่นหลังอาจจะไม่รู้ ก็เลยบอกกับคุณสุวรรณาว่าจะเขียนเรื่องแบบนี้ คุณสุวรรณาก็ตกลง ดิฉันจึงเขียนมาเรื่อย ทีนี้ก็ปรากฏว่าคนติดมาก ก็เลยเขียนต่อมาเรื่อย...ก็ย้ำอยู่เสมอว่านี่ไม่ใช่ตำรา ไม่ใช่วิชาการนะ เป็นเรื่องที่เล่ามาจากปากของคนแก่มากๆ เล่าต่อกันมาเรื่อย แต่ถ้าเรื่องไหนที่เราต้องการความแน่ใจ เราก็ค้นคว้า ต้องค้นให้มันแน่ใจจริงๆ...” จุลลดา ภักดีภูมินทร์ หรือนามจริง หม่อมหลวง ศรีฟ้า มหาวรรณ (ปัจจุบันล่วงลับไปแล้ว) กล่าวถึงที่มาที่ไปของสารคดีชุดนี้

ส่วนเรื่องสั้นประจำฉบับ สกุลไทยได้เปิด ‘อาณาจักรเรื่องสั้น’ สำหรับนักเขียนทั้งเก่าและใหม่เสมอมา เช่น เรื่อง ‘เพศที่แปลก’ ของ นิตยา นาฏยสุนทร ‘เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก’ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ‘สอ.สอ.ขายตัว’ ของ ไพฑูรย์ สุนทร

ขณะเดียวกันคอลัมน์อื่นๆที่นำเสนออยู่เป็นประจำทุกฉบับ หรือสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามวาระพิเศษและความเหมาะสม ยังคงตื่นตัวไปกับพร้อมกับยุคสมัยอย่างไม่ระย่อ ถึงอาจจะมองว่าส่วนนี้เป็นก้าวที่เรียบง่าย แต่ทว่ามั่นคงในผลงาน สมดังรางวัลที่สกุลไทยได้รับ กล่าวคือ นิตยสารสกุลไทยได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือวารสารทั่วไปประจำปี ๒๕๒๖ ของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ศูนย์พัฒนาหนังสือ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ และในปีเดียวกันนั้นเอง ก็ได้รับรางวัลดีเด่น จากคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผลงานด้านสื่อมวลชนดีเด่นเพื่อเยาวชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

...บริษัท อักษรโสภณ จำกัด ผู้ผลิต ‘สกุลไทย’ ได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตผลงานสื่อมวลชนดีเด่นเพื่อเยาวชน ประจำปี ๒๕๒๖ ประเภทวารสาร การได้รับประกาศเกียรติคุณครั้งนี้ ทำให้คณะผู้จัดทำ ‘สกุลไทย’ ต้องตระหนักถึงงานที่ออกสู่สายตาผู้อ่านให้มากขึ้นกว่าเดิม การปรับปรุงเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น จึงเป็นปณิธานที่จะให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์มากที่สุด...’ (จากบทบรรณาธิการ ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๑๕๖๓ ประจำวันอังคารที่ ๒ ตุลาคม พ..๒๕๒๗)

(หลังจากนั้น นิตยสารสกุลไทยยังได้รับรางวัลดีเด่น จากคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผลงานด้านสื่อมวลชนดีเด่นเพื่อเยาวชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ติดต่อกันอีก ๓ ปี และได้รับรางวัลพระเกี้ยวทองคำในฐานะที่เป็นนิตยสารส่งเสริมภาษาไทยดีเด่น จากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี ๒๕๓๖ และได้รับรางวัลนิตยสารดีเด่นที่มีผลงานส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภค ในปี ๒๕๓๖ เช่นเดียวกัน และรางวัลพระราชทานเทพทอง องค์กรดีเด่น ประจำปี ๒๕๕๒ โดยสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลสื่อสารมวลชนดีเด่น ด้านการส่งเสริมศักยภาพสตรีและความเสมอภาคหญิงชาย ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี ๒๕๕๕ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

แม้นผันผ่านวันเวลาแห่งการก้าวย่างมาสู่ทศวรรษที่สาม ต่อเนื่องเรืองรุดไปยังทศวรรษที่สี่ ต้องบอกว่าสกุลไทยผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านมรสุมลูกต่างๆ ผ่านอุปสรรคนานาประการมาได้ขนาดนี้ ปัจจัยสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือ กำลังใจของผู้อ่านที่มีให้แก่นิตยสารมิเคยสร่างซาลง เหล่าบรรดานักประพันธ์ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องก็ยังเปล่งประกายพลังความคิดพลังปัญญาสรรค์สร้างผลงานวรรณกรรม ที่นับวันจะกล้าแกร่งน่าครั่นคร้ามมากขึ้น เรียกว่า ทั้งคนเขียน คนจัดทำ คนอ่าน สู้ไม่ถอยกันเลยทีเดียว

ในยุค ๒๕๓๓-๒๕๔๐ จึงยังปรากฏงานนวนิยายเด่นดังอีกมากมายหลายเรื่องในสกุลไทย อาทิ ‘ตุ๊กตามนุษย์’ ของ ศรีฟ้า ลดาวัลย์ ‘ชีวิตเปื้อนฝุ่น’ ของ เพชรน้ำค้าง ‘ลอดลายมังกร’ ของ ประภัสสร เสวิกุล ‘จอมทหารธรรมาธิเบศ’ ของ รพีพร ‘กำแพงบุญ’ ของ สุภาว์ เทวกุลฯ ‘วันนี้...ที่รอคอย’ ของ วราภา ‘ข้ามสีทันดร’ ของ กฤษณา อโศกสิน ‘ชัยชนะ’ ของ สีฟ้า ‘รักเดียวของเจนจิรา’ ของ นิดา ‘รักแท้ที่ฉันต้องการ’ ของ .มธุการี ‘น้ำใสใจจริง’ ของ .วินิจฉัยกุล ‘ผู้ชายของคนอื่น’ ของ เพ็ญแข วงศ์สง่า ‘สุริยวรมัน’ ของ ทมยันตี ‘ฟ้าใกล้ทะเลกว้าง’ ของ นราวดี ‘เสราดารัล’ ของ กิ่งฉัตร ‘นิรมิต’ ของ แก้วเก้า ‘เมืองลับแล’ ของ มาลา คำจันทร์ ‘จากฟ้าแดนไกล’ ของ นายา ‘รากนครา’ ของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ‘บ้านไร่เรือนตะวัน’ ของ ชมัยภร แสงกระจ่าง ‘รักในแหลมบอลข่าน’ ของ โสภาค สุวรรณ ‘ไฟปรารถนา’ ของ ชูวงศ์ ฉายะจินดา ‘ผจญภัยทุ่งกุลาร้องไห้’ ของ คำพูน บุญทวี ฯลฯ

หากสังเกตตั้งแต่ทศวรรษแรกเรื่อยมา สกุลไทยมิเคยปิดกั้นใคร โดยเฉพาะนักเขียนน้องใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มวงวรรณกรรมให้โชติช่วงชัชวาลอยู่เป็นระยะๆ นิตยสารสกุลไทยก็พร้อมจะสนับสนุนโดยเปิดประตูเต็มบานให้นักประพันธ์น้อยใหญ่ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างสง่าผ่าเผยด้วยผลงานอันเปี่ยมคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเต็มกำลัง สมดังเจตนารมณ์ของอดีตบรรณาธิการอาวุโส ที่เคยแสดงถ้อยแถลงอย่างชัดแจ้งเฉียบคมมาแล้ว

...สกุลไทยมีนโยบายส่งเสริมนักเขียนใหม่ เรา (หมายถึงนักเขียนและผู้จัดทำ) ทำความเข้าใจกันได้ และมี ‘น้ำใจ’ ดีต่อกันเผื่อแผ่ไปถึงผู้ที่รักงานเขียนทั้งหลายซึ่งประสงค์จะเสนอผลงานเข้ามาร่วมเวที โดยไม่เรียกว่าจะต้องเป็นผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อนหรือไม่ ในระยะหลังๆนี้ผู้อ่านคงจะได้เห็นว่านักเขียนเก่าบางรายก็ได้หยุดพักผ่อนกันบ้าง เปลี่ยนแนวคิดไปเขียนหนังสือประเภทอื่นที่ไม่ใช่นวนิยายบ้าง และบ้างก็ลดงานเขียนลงเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รักงานเขียนรุ่นใหม่ๆได้แสดงผลงานของตน ส่วนใครจะแสดงผลงานอยู่ได้ตลอดไปนานแค่ไหน ก็ย่อมขึ้นอยู่ที่ความสามารถหรือฝีมือของแต่ละบุคคลนั้น คุณและท่านผู้อ่านทั้งหลายก็ได้เห็นแล้วว่า นักเขียนใหม่บางรายสามารถเรียกความนิยมจากการอ่านได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้นักเขียนเก่าก็มี และนักเขียนเก่าบางรายซึ่งยังคงรักษาฝีมือไว้มั่นคงจนเป็นที่นิยมศรัทธาอยู่อย่างเหนียวแน่นก็มี สิ่งเหล่านี้จะว่าเป็นนิมิตดีในวงการประพันธ์เมืองไทยก็ได้ ที่ผู้เขียน ผู้อ่าน และผู้จัดพิมพ์มีความเข้าใจดีต่อกัน มีความผ่อนปรนกัน เสียสละและสนับสนุนกัน และเปิดโอกาสให้เพื่อความ ‘ใหม่กว่า’ จะได้พิสูจน์ตนเองสนองตามหลักความเจริญก้าวหน้าของโลก...”

ไม่เพียงแค่นั้น ปีแล้วปีเล่าผ่านไป สกุลไทยรายสัปดาห์ เฟ้นหา คัดสรร นำเสนอ ทั้งนวนิยายยาว เรื่องสั้น สารคดี กวีนิพนธ์ และคอลัมน์หลากหลายมิติครอบคลุมรอบด้าน ฯลฯ โดยมองประโยชน์ที่สังคมจะได้รับเป็นธงนำชัย

ช่วงสองทศวรรษหลัง สกุลไทยยืนหยัดไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ นิตยสารสกุลไทยเป็นสถาบันหนึ่งของอาชีพสื่อมวลชนที่ไม่เคยขัดขวางขัดขืนความเป็นไปของสังคม ตรงกันข้าม คณะผู้จัดทำต่างปฏิบัติงานเต็มกำลังความสามารถ ปรับตัวปรับทัศนวิสัย ก้าวให้ทันโลกซึ่งนับวันยิ่งรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว สกุลไทยมีความชัดเจนเสมอมาว่าเราต้องอยู่ ณ จุดใดในสังคมที่มีแต่ทยานไปข้างหน้า ไม่มีถอยหลัง ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น เปิดโอกาสให้นักเขียนรุ่นใหม่ๆผู้เปี่ยมด้วยไฟฝันในอักษรได้เข้ามาประลองสนาม ขณะที่นักเขียนมือทองคำหลายนามก็ยังคงรักษาพลังไฟและพลังใจอย่างเหลือเฟือ

โดยเฉพาะการนำเสนอนวนิยายในช่วงหลัง คับคั่งด้วยเหล่าเจ้ายุทธจักรวรรณกรรม และมีน้องใหม่มาเติมเต็มเพิ่มสีสันให้เฉิดฉายสมกาลเวลา หากทว่า สำรับนวนิยายสกุลไทยต่อให้มีความสนุกแค่ไหนอย่างไร ก็ยังปักหลักในจุดยืน ประเพณีจารีตศีลธรรม ตลอดจนหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงาม เพราะมนุษย์ควรพบทางออกด้วยความหวัง ซึ่งความหวังนั้นสวยงามเสมอสำหรับทุกชีวิต นี่คือ ปรัชญาของนวนิยายสกุลไทย ที่ปักหมุดประดุจเข็มเพชรมาตั้งแต่ฉบับที่ ๑ ตราบจนปัจจุบัน

สำรับนวนิยายช่วงปี ๒๕๔๑ – ๒๕๔๘ ปลายปากกาหลายนามฉวัดเฉวียนบนสังเวียนสกุลไทยได้ตื่นเต้นเข้มข้น ทั้งเก่าและใหม่ แน่นปึ้ก สนุกน่าลุ้นน่าติดตาม ดังนี้ ศุภร บุนนาค ศรีฟ้า ลดาวัลย์ สีฟ้า จุลลดา ภักดีภูมินทร์ กัญญ์ชลา กฤษณา อโศกสิน สไบเมือง ทมยันตี โรสลาเรน ว.วินิจฉัยกุล แก้วเก้า ชูวงศ์ ฉายะจินดา นราวดี มาลา คำจันทร์ โสภาค สุวรรณ นิดา ม.มธุการี เพชรน้ำค้าง ชมัยภร แสงกระจ่าง บุณฑริกา นายา ดวงใจ วราภา กนกวลี พจนปกรณ์ ประภัสสร เสวิกุล ไมตรี ลิมปิชาติ ดำรงค์ อารีกุล เข็มพลอย ปิยะพร ศักดิ์เกษม กิ่งฉัตร ดวงตะวัน แขคำ ปัณณะศักดิ์ พงศกร เขมชาติ ฯลฯ

แต่ละรายนามปากกาล้วนแล้วคุณภาพทางวรรณศิลป์คับแก้วทั้งสิ้น ล้วนแล้วเป็นมือรางวัลวรรณกรรมระดับชาติ และบ้างนานาชาติ บ้างได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ นี่คือศรีสง่าแห่งโลกวรรณกรรมไทย

ส่วนเรื่องสั้นประจำฉบับ ตอนหลังมาคุณสุภัทรได้มอบหมายให้ บัวแพน นันทพิสัย เป็นบรรณาธิการคัดสรรเรื่องสั้น

มิใช่นวนิยายหรือเรื่องสั้นเท่านั้นที่ไหลรื่น สารคดีและบทความต่างๆก็น่าสนใจ และเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้อ่านที่ชอบใฝ่หาความรอบรู้รอบตัว นับว่าสกุลไทยพรั่งพร้อมด้วยนักเขียนผู้มีความรู้ มีทักษะประสบการณ์เก่งฉกาจระดับนำของเมืองไทยก็ว่าได้ โดยเฉพาะคอลัมน์ ‘ห้องสมุดสกุลไทย’ โดย ปถพีรดี นามจริงคือ คุณหญิง กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ยืนหยัดคู่มากับสกุลไทยนับตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ ฉบับแรกนั่นเลยทีเดียว

ครั้นมาถึงโค้งสุดท้าย ช่วงปี ๒๕๔๙ – ปัจจุบัน สำรับนวนิยายของสกุลไทยยังคงอบอุ่นอบอวลด้วยรสชาติที่หลากหลาย ความเข้มข้นในน้ำเนื้อแตกต่างกันไปตามสไตล์งานเขียนของแต่ละนามปากกาที่ยังคงรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและหรือรางวัลระดับชาติ และก็ได้เพิ่มนักเขียนรุ่นใหม่เข้ามารวมอยู่ในสำรับนี้ด้วยกัน โดยไล่เลียงตั้งแต่ หม่อมหลวง ศรีฟ้า มหาวรรณ นิดา กัญญ์ชลา กฤษณา อโศกสิน สไบเมือง ชมัยภร แสงกระจ่าง บุณฑริกา ประภัสสร เสวิกุล ว.วินิจฉัยกุล แก้วเก้า ชูวงศ์ ฉายะจินดา นราวดี โสภาค สุวรรณ ม.มธุการี มาลา คำจันทร์ โสภาค สุวรรณ นายา ดวงใจ วราภา กนกวลี พจนปกรณ์ เข็มพลอย ปิยะพร ศักดิ์เกษม กิ่งฉัตร แขคำ ปัณณะศักดิ์ พงศกร สุริยา (ธิดาของศุภร บุนนาค) อลินา แพรณัฐ อุรุดา โควินท์ พินธุนาถ ฯลฯ

นอกจากนี้ นิตยสารสกุลไทยได้มีกิจกรรมการจัดประกวดนวนิยายรางวัลสุภัทร สวัสดิรักษ์ ติดต่อกันมา ๓ สมัย โดยเชิญนักประพันธ์ชื่อดังระดับบรมครูเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกันตัดสิน บรรณพิภพไทยจึงมีโอกาสอ้าแขนโอบรับนักเขียนนามปากกาใหม่อันไพเราะ ได้แก่ สันติธร วินิจฉัยกุล เรื่อง ‘ละครฉากสุดท้าย’ วัณณ์วิมล เรื่อง ‘ฤดูผลัดใบ’ อิสรา เรื่อง ‘อันเกิดแต่ดวงจิต...อธิษฐาน’ สาคร พูลสุข เรื่อง ‘แผ่นดินของใคร’ ชมัยพร มาลัยทัต เรื่อง ‘ทางบุญ’ บัณรส เรื่อง ‘รหัสลับตามพรลิงค์’

เมื่อปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘ สกุลไทยได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์สร้างความแปลกใหม่ขึ้นอีกครั้ง ด้วยการเชิญ ๓ นักเขียน ๓ นามปากกา ผู้ท่องยุทธจักรวรรณกรรมมานานพอสมควร ร่วมกันขยายมุมมองแต่งนวนิยายชุด 'วงร้าวในเงาน้ำ' เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่สถาบันครอบครัวไทย โดย กนกวลี พจนปกรณ์ มาในเรื่อง 'รอยวารี' แขคำ ปัณณะศักดิ์ มาในเรื่อง 'เพลงใบไม้' อุรุดา โควินท์ มาในเรื่อง 'แหวนพระจันทร์'

ปี ๒๕๕๙ พิชามญชุ์ ชัยดรุณ รองบรรณาธิการ นิตยสารสกุลไทย ได้เป็นผู้ริเริ่มโครงการประกวดนวนิยายขนาดสั้น ‘เที่ยว เขียน ไทย’ โดยร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฯลฯ ทำให้มีนักเขียนรุ่นใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาอีก กล่าวคือ อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ เรื่อง ‘เงาลับจากปลายป่า’ เสาวรส มิตราปิยานุรักษ์ เรื่อง ‘ลิขิตมหัศจรรย์วิจิตรมาวรรณ เรื่อง ‘น้อย-ใจ-ยา’

ด้านคอลัมน์ต่างๆ ก็เพียบแน่นด้วยคุณภาพของผู้เขียนและเนื้อหาที่นำเสนอ เช่น 'ยลยินอินเทอร์เน็ต' รจนโรจน์ , 'สำรับโลก' วรากรณ์ สามโกเศศ , 'กฎหมายสนุก สนุก' วิชา มหาคุณ , 'เศรษฐศาสตร์ชาวเมือง' นวพร เรืองสกุล , 'ประวัติศาสตร์มีชีวิต' หม่อมหลวงชัยนิมิตร นวรัตน , 'ตะวันชายบ่ายคล้อย' ครูแอ๋ว อรชุมา , 'บันทึกวันวาร' สังคีต จันทนะโพธิ , 'ตอบปัญหาคาใจ' น้ำผึ้งป่า , 'มองภาษา' สุดสงวน , 'ห้องสมุดสกุลไทย' คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ , 'เรียนรู้ภาษาอังกฤษ วันละนิดละหน่อย' อาจารย์ Wanda ฯลฯ หลายชื่อที่เอ่ยนามมา ถือเป็น 'บิ๊กเนม' ของยุคนี้ก็ว่าได้

หากให้สรุปภาควรรณกรรมของสกุลไทยกับวันเวลา ๖ ทศวรรษที่ผ่านพลิ้ว ต้องบอกว่า เวทีนี้ เป็นทั้ง ‘ผู้สร้าง’ และ ‘ผู้ให้’ จนซึมซับสัมผัสได้ว่านิตยสารสกุลไทยทำงานหนักเคียงบ่าเคียงไหล่กับวงการหนังสือไทยอย่างชนิดที่แทบแยกกันไม่ออก

ส่วนผลงานด้านวรรณกรรมอันเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกท่านมาตลอด ๖๒ ปี นับตั้งแต่ พ..๒๔๙๗-๒๕๕๙ ขอยกคำกล่าวของ สุภัทร สวัสดิรักษ์ อดีตบรรณาธิการอาวุโส มาเป็นบทสรุป ณ ที่นี้

...นวนิยายของสกุลไทยทุกเรื่อง จัดได้ว่าเป็นนวนิยายที่มีคุณค่า และคำว่า ‘คุณค่า’ นี้ไปกันไม่ได้กับคำว่า ‘ตลาด’ เพราะฉะนั้น เมื่อนวนิยายของเราได้รับความนิยมจนผู้ที่อยู่ในวงการตลาดต่างๆยอมรับ ก็ย่อมชี้ให้เห็นความสำคัญของผู้ถือปากกาอีกประการหนึ่งว่า ผู้เป็นเจ้าของงานวรรณศิลป์ ย่อมมีส่วนช่วยยกระดับสังคมได้...’

ข้อมูลอ้างอิง หนังสือ ‘ลายสลักอักษรา’ ของ กฤษณา อโศกสิน จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์เพื่อนดี ปี ๒๕๕๙

  • วิทยานิพนธ์รูปแบบและการนำเสนอเนื้อหาของนิตยสารสกุลไทย ของ กนกวรรณ นะนะกร ปี ๒๕๔๒

ขอบคุณผู้สนับสนุนข้อมูลและภาพ คุณสันติ – คุณวราภรณ์ ส่งเสริมสวัสดิ์ และคุณพิชามญชุ์ ชัยดรุณ

ชื่อคอลัมน์: 
๖ ทศวรรษ วรรณกรรมในสกุลไทย
ประเภทคอลัมน์: 
นิตยสาร: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: 

Leave a comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.