บล็อกตะกั่วในกระดานจัดหน้า
บุญปรุง ศิริธร บนปกสกุลไทยฉบับแรก
นิษฐา จิรยั่งยืน นางแบบบนปกสกุลไทยคนสุดท้าย

 

สกุลไทย “ในความทรงจำ”

 

แผ่นกระดานจัดหน้าสำหรับเรียงพิมพ์และบล็อกตะกั่ว เป็นอุปกรณ์สิ่งของเพียงไม่กี่อย่างในยุคเทคโนโลยีการพิมพ์เมื่อเกือบหนึ่งร้อยปีก่อน ที่ยังหลงเหลืออยู่ในโรงพิมพ์ของ“สกุลไทย” ในวันนี้ สิ่งของเหล่านี้เป็นเสมือนเส้นแบ่งเวลาของ “อดีต”และ “ปัจจุบัน”อย่างชัดเจน

บล็อกตะกั่วตัวเล็กๆที่ช่างเรียงพิมพ์จะต้องนำมาเรียงทีละตัว มัดรวมกัน แล้วบรรจุในกระดานจัดหน้าให้ออกมาเป็นนวนิยายหรือบทความเรื่องหนึ่ง ดูช่างยุ่งยากซับซ้อน และใช้เวลามากเกินกว่าที่คนรุ่นหลังจะจินตนาการได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องจินตนาการแต่กระทบความรู้สึกอย่างยิ่ง คือการได้เห็น “อดีต”ในปัจจุบัน ที่เส้นแบ่งเวลาใดๆไม่อาจกั้นได้...

กระดานจัดหน้าและบล็อกตะกั่วเป็นเพียง “อดีต”เสี้ยวหนึ่งของสกุลไทย เช่นเดียวกับนิตยสารกว่าสามพันฉบับที่ได้ตีพิมพ์ออกมาทุกสัปดาห์ ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้เป็นเวลานาน ๖๒ ปี...วันเวลาซึ่งเมื่อถึงวันพรุ่งนี้ก็จะกลายเป็นอดีตเช่นกัน

ในเวลา ๖๒ ปี สกุลไทยได้บันทึกเรื่องราวในหน้ากระดาษไว้มากมาย ยิ่งหากย้อนกลับไปอ่านสกุลไทยตั้งแต่ฉบับแรกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จะพบทั้งภาพถ่าย ภาพวาด และตัวอักษรที่เรียงร้อยเอาไว้เพื่อบันทึกวันเวลาของยุคสมัย เป็นความงดงามของอดีตที่เส้นแบ่งเวลาใดๆก็ไม่อาจกั้นได้เช่นกัน

บางเรื่องแม้จะผ่านไปเนิ่นนาน แต่เหมือนยังสดใหม่ บางครั้งคราได้พบ “ความทรงจำ”มากมายที่หล่นหายไปแต่ยังจำได้ไม่ลืมเลือน...สกุลไทยเล่มแรกเดินทางมาถึงสกุลไทยเล่มสุดท้ายในมือผู้อ่านขณะนี้ มี “ความทรงจำ”มากมายเกินกว่าจะจาระไนได้หมด

พื้นที่หน้ากระดาษ “สกุลไทย”นับจากนี้ จึงจะขอบันทึกเรื่องราว “ความทรงจำ”ตลอด ๖๒ ปีของสกุลไทยในหลากหลายช่วงเวลา หลากอารมณ์ความรู้สึก...เมื่อย้อนนึกถึงอดีตที่ผ่านมา

 

สกุลไทย” ในวัฒนธรรมการอ่าน

กำเนิดนิตยสารและหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย เริ่มต้นจากการกำเนิดขึ้นของ “บางกอก รีคอร์เดอร์” (Bangkok Recorder) นิตยสารฉบับแรกของไทยที่ นพ.แดน บีช บรัดเลย์ หรือ “หมอบรัดเลย์” ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดทำขึ้นเมื่อ พ.. ๒๓๘๑ แม้จะใช้ชื่อว่า “หนังสือพิมพ์” แต่แท้จริงแล้วลักษณะของสื่อสิ่งพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ก็คือรูปแบบของนิตยสารนั่นเอง ด้วยรูปเล่มและเนื้อหาที่มุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่านมากกว่ารายงานข่าว แต่ในยุคนั้นคนไทยที่อ่านออกเขียนได้ยังมีจำนวนน้อย ทำให้หนังสือของหมอบรัดเลย์แพร่หลายอยู่ในเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติที่อ่านภาษาไทยได้และพระบรมวงศานุวงศ์ไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตามการก่อกำเนิดของบางกอก รีคอร์เดอร์ คือสิ่งที่หมอบรัดเลย์พยายามชี้ให้คนไทยเห็นว่า

หนังสือพิมพ์มีคุณต่อบ้านเมือง คือเป็นแสงสว่างของบ้านเมือง คนชั่วเท่านั้นที่กลัวหนังสือพิมพ์ เพราะกลัวว่าหนังสือพิมพ์จะประจานความชั่วของตน”

แสงสว่างของบ้านเมือง”ที่ถูกจุดขึ้นโดยหมอบรัดเลย์ เป็นจุดเริ่มต้นก้าวแรกของสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย นับแต่นั้นมา คนไทยจึงได้รู้จัก “นิตยสาร”มากขึ้น ประกอบกับมีการพัฒนาการด้านการอ่านการเขียนในหมู่ประชาชนมากขึ้นเป็นลำดับ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการตีพิมพ์ “ดรุโณวาท” นิตยสารรายสัปดาห์ฉบับแรกที่ผลิตโดยคนไทย “จดหมายเหตุแสงอรุณ” นิตยสารสำหรับเด็ก กุลสตรีรายสัปดาห์ ฯลฯ นิตยสารหลายเล่มเกิดขึ้นแล้วปิดตัวลง แล้วเกิดขึ้นใหม่อีก จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ หนังสือพิมพ์และนิตยสารได้เฟื่องฟูถึงขีดสุดจนกล่าวได้ว่าเป็น “ยุคทอง”ของกิจการหนังสือพิมพ์ไทยโดยมีนิตยสารออกวางจำหน่ายถึง ๑๒๗ ฉบับ หนังสือพิมพ์ ๒๔ ฉบับ โดยบทบาทหน้าที่ของนิตยสารไทยในเวลานั้นคือการสนองตอบต่อความต้องการของผู้อ่านในด้านต่างๆของสังคมไทย

ในกระแสกาลเวลาอันยาวนานร้อยกว่าปีจากจุดเริ่มต้นสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย “สกุลไทย” นับเป็นหนึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ที่ก่อกำเนิดขึ้นจากความต้องการของสังคมและ “วัฒนธรรมการอ่าน”ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาจนถึงช่วง พ.. ๒๔๙๗ ที่ “สกุลไทย”ถือกำเนิดขึ้น

ในช่วง พ.. ๒๔๙๙ เป็นยุคที่กิจการสิ่งพิมพ์ไทยกำลังเข้าสู่ยุคเฟื่องฟู ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์และรายสะดวก แต่ในขณะนั้นในตลาดหนังสือมีนิตยสารสำหรับผู้หญิงเพียงไม่กี่ฉบับเท่านั้น จากจุดนี้เองได้กลายเป็น “โอกาส”ของคนหนุ่มไฟแรงกลุ่มหนึ่งที่คิดจะทำนิตยสารผู้หญิงออกมาสู่ตลาดหนังสือ และนิตยสาร “สกุลไทย” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นที่ตึกสองชั้นเลขที่ ๑๘๕ ถนนบำรุงเมืองเยื้องกับเสาชิงช้า หน้าวัดสุทัศนเทพวราราม บนโรงพิมพ์ของบริษัทอักษรโสภณ จำกัด

ก่อนหน้านั้น โรงพิมพ์ของบริษัทอักษรโสภณ รับจ้างพิมพ์หนังสือพระ หนังสือทั่วไป รวมทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆที่มาว่าจ้างโรงพิมพ์ให้พิมพ์หนังสือให้ เช่นเดียวกับโรงพิมพ์ทั้งหลายในละแวกเสาชิงช้า แต่ต่อมาด้วยความคุ้นเคยระหว่างเจ้าของและบรรดานักเขียน นักข่าว โดยเฉพาะนักข่าวสายโรงพักเนื่องจากที่ตั้งของโรงพิมพ์อยู่ใกล้กับสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ ก็ทำให้เกิดความคิดที่จะทำหนังสือของตัวเองแทนที่จะรับจ้างผู้ดำเนินธุรกิจโรงพิมพ์บริษัทอักษรโสภณ จำกัด ในเวลานั้นคือตระกูลส่งเสริมสวัสดิ์ มีผู้บริหารหลัก คือ คุณประยูร ส่งเสริมสวัสดิ์ ได้ริเริ่มจัดทำหนังสือแนวอาชญากรรมเป็นครั้งแรกในชื่อ “หลังข่าวอาชญากรรม”

เราทำโรงพิมพ์ คนที่เราติดต่อด้วยส่วนมากเป็นนักวิชาการ นักเขียน นักข่าว คนที่เกี่ยวข้องกับตัวหนังสือทั้งหลายก็ไปมาหาสู่กัน ก่อนที่จะเริ่มทำสกุลไทย คนที่ไปมาหาสู่กันมากเป็นคนข่าวโรงพัก ซึ่งมาทำข่าวที่โรงพักสำราญราษฎร์ก็มานั่งคุยกัน คุยไปคุยมาเกิดความคิดว่าออกหนังสือดีกว่า คิดไปคิดมา คนข่าวโรงพักก็เข้ามาหนาแน่น เลยเห็นพ้องต้องกันว่าออกเป็นหนังสือข่าวโรงพัก ใช้หัวหนังสือว่า ‘หลังข่าวอาชญากรรม’ แต่พอหนังสืออกมาแล้วก็พบว่าหนังสือแนวนี้ยากต่อการตลาด การทำให้ผู้อ่านเข้ามานิยม เพราะมีแต่เลือดท่วมจอทั้งเล่ม เตี่ยผมก็บอกว่า ออกหนังสืออะไรกัน ไม่เห็นสวย ก็มีความรู้สึกว่าจริงด้วย ไม่เห็นมีอะไรน่าจับ ก็เลยเป่านกหวีดว่าเห็นจะไปไม่รอด เปลี่ยนแนวหนังสือดีกว่าแล้วก็มาลงเอยที่นิตยสารผู้หญิง ทีนี้ก็ต้องเริ่มหาทุนอีก เรื่องทุนรอนนี้เราทำกันเอง รวบรวมกันเองในครอบครัวพี่น้อง พ่อแม่มีเท่าไรก็ลงมาในกองนี้” ประยูร ส่งเสริมสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการบริษัทอักษรโสภณ จำกัด ผู้ล่วงลับ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ดังนี้

คุณประยูรให้ข้อมูลถึงบรรยากาศของการทำหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นว่ากิจการหนังสือค่อนข้างเป็นที่เฟื่องฟู ทั้งหนังสือรายวัน รายสัปดาห์ แต่หนังสือในแนวบันเทิงคดีสำหรับสุภาพสตรียังมีไม่มากนัก จึงได้ริเริ่มจัดทำ “หนังสือพิมพ์สกุลไทยรายสัปดาห์” (ขณะนั้นนิตยสารถูกจัดว่าเป็นหนังสือพิมพ์ประเภทหนึ่ง) ร่วมกับ ลมูล อติพยัคฆ์ โดย ประยูร ส่งเสริมสวัสดิ์ เป็นผู้จัดการ ลมูล อติพยัคฆ์ เป็นบรรณาธิการ ทั้งนี้ชื่อ “สกุลไทย” ที่ใช้เป็นชื่อหนังสือในเวลานั้นเป็นชื่อนิตยสารเก่า ซึ่งลมูลได้เคยจัดทำมาก่อนแล้วเลิกไปก่อนหน้านี้ ใน พ..๒๔๙๗ ชื่อ “สกุลไทย” ได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมกับหัวหนังสือซึ่งเขียนด้วยลายเส้นจากฝีมือของลมูล เป็นตัวอักษรไทยสีเหลืองบนพื้นดำ ต่อมาภายหลังจึงได้มีการเพิ่มเติมรูปช้างเอราวัณสามเศียรเข้าไปด้านล่างซ้ายของหัวหนังสือใต้คำว่า “สกุลไทย” โดยในความเชื่อของศาสนาฮินดู ช้างเอราวัณเป็นพาหนะหนึ่งในสามเชือกของพระอินทร์แต่ช้างเอราวัณเป็นช้างที่มีพละกำลังมากที่สุด ถือเป็นเจ้าแห่งช้างทั้งปวงในสากลจักรวาล เป็นสัญลักษณ์ของการกระทำดีและความอุดมสมบูรณ์

สกุลไทย” ตัวหนังสือสีเหลืองบนพื้นดำนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่าทุกสัปดาห์ใน ๖๑ ปีที่ผ่านมาบนหน้าแรกของสกุลไทย เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็น“การมีอยู่”ของสกุลไทยทั้งบนแผงหนังสือ บนโต๊ะหนังสือ ในห้องทำงาน ในบ้านหลังเล็กหลังใหญ่ของผู้อ่านเกือบทุกระดับในเมืองไทยจากวันนั้นจนถึงวันนี้

ส่วนโรงพิมพ์ที่ผลิตนิตยสารสกุลไทยใน พ..๒๔๙๗ เป็นตึก ๒ ชั้น ๒ คูหา ชั้นบนเป็นห้องเรียงพิมพ์ห้องเดียวและต่อห้องหลังคาเป็นสำนักงาน สภาพแวดล้อมบริเวณเสาชิงช้าในเวลานั้นเป็นย่านทำเลการค้าที่ดีพอสมควร ด้วยบริเวณรอบๆเต็มไปด้วยโรงพิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่รับจ้างพิมพ์หนังสือพระ และร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ การคมนาคมก็นับว่าสะดวกสบายเพราะมีรถรางแล่นผ่าน ก่อนจะถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ เพียงไม่กี่สัปดาห์ ผู้คนในละแวกใกล้เคียงที่ตั้งโรงพิมพ์ก็ได้รับทราบว่าจะมีหนังสือ “สกุลไทย” ถือกำเนิดขึ้นในไม่ช้า ด้วยวิธีการประชาสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนใคร ดังที่ประยูรได้ย้อนรำลึกความหลังว่าในยุคนั้นการประชาสัมพันธ์มีแต่ทางวิทยุ การใช้รถยนต์ประกาศข่าวสารโฆษณาตามถนนสายหลักต่างๆ และการพิมพ์ใบปลิวแจก ซึ่งวิธีการอย่างหลังนี้เองที่ประยูรได้ทดลองทำด้วยตนเอง

ตอนนั้นผมพิมพ์ใบปลิวมาเป็นตั้งๆ ในนั้นบอกว่าสกุลไทยจะมีอะไรบ้าง และก็มัดเป็นตั้งๆไปที่โรงหนังวังบูรพาแล้วก็โปรยลงมาเต็มถนนเลย คนก็วิ่งไล่เก็บกันใหญ่ จะด้วยความพอเหมาะหรือบุญช่วยพระช่วยก็ตาม หนังสือออกวางตลาดไม่กี่เดือนก็ค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นจนกระทั่งติดตลาด เมื่อหนังสือขึ้นก็ทำให้ต้นทุนของเราเบาลงมาก”

หลังการประชาสัมพันธ์ประสบความสำเร็จ สกุลไทยฉบับแรกได้ฤกษ์วางจำหน่ายออกสู่แผงหนังสือเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.. ๒๔๙๗ เป็นหนังสือขนาดแปดหน้ายกใหญ่ หนา ๖๐ หน้า ราคา ๓ บาท ในขณะนั้น รูปเล่มของ “สกุลไทย” มีขนาด ๙.๕ คูณ ๑๓ นิ้ว ขนาดเดียวกับนิตยสารที่มีชื่อของต่างประเทศ เช่น Woman’s Weekly ของออสเตรเลีย นับเป็นหนังสือที่ถือกำเนิดขึ้นในสมัยต้นรัชกาลที่ ๙ โดยยึดนโยบายหลักนับแต่วันแรกของการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน คือ “ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” และกำหนดบทบาทของตนเองในฐานะนิตยสารรายสัปดาห์แนวสาระและบันเทิงสำหรับครอบครัว มีนวนิยายเป็นเนื้อหาหลัก และมีสารคดีและคอลัมน์ปกิณกะบันเทิงต่างๆเป็นส่วนประกอบ หรืออาจกล่าวได้ว่าสกุลไทยเป็นนิตยสารที่รวมเอานิตยสารสองประเภทไว้ในฉบับเดียวกัน นั่นคือนิตยสารสำหรับผู้หญิง (Women’s Magazine) และนิตยสารวรรณกรรม (Literary Magazine) ซึ่งในยุคนั้นการเสพสื่อประเภทนิตยสารของสุภาพสตรีมักจะมุ่งเน้นที่การพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ นิตยสารจึงต้องทำหน้าที่ในการตอบสนองความสนใจใคร่รู้ในเรื่องต่างๆในสังคม รวมไปถึงการให้ความรู้ในการพัฒนาตนเองอีกด้วย

ในท่ามกลางยุคทองของวงการหนังสือพิมพ์ สกุลไทยได้เสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่ของผู้อ่าน การเปิดตัวครั้งแรกของนิตยสารสกุลไทยเมื่อวันจันทร์ที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ บทบรรณาธิการฉบับแรกนี้ได้กล่าวไว้ว่า

ความสมควรที่เหมาะอย่างยิ่งในโอกาสที่ ‘สกุลไทย’ จะเสนอตัวแก่ประชาชนนั้นก็เพียงการบริการใหม่ที่งามเรียบๆไม่ผาดโผนจนเกินไป ประกอบกิจการทั้งหลายแก่ประชาชนเพียงในขอบเขตของหนังสือพิมพ์ ไม่ก้าวก่ายเกะกะระรานตลอดจนเสนอสิ่งอันไร้สาระต่างๆซึ่งไม่ใช่แบบฉบับของหนังสือพิมพ์ที่ดี

....การจัดทำหนังสือในยุคใหม่นี้ เราคิดว่า สกุลไทยยังไม่ควรจะถูกเรียกว่าหนังสือพิมพ์ที่ดี เพราะว่าดูออกจะเร็วไปสำหรับเวลาและเราก็คิดว่าเราอาจถูกเรียกเช่นนี้ก็ได้ หากว่าเวลาจะเนิ่นนานไปอีก...และต่อไปอีก ท่านอาจพบ ‘สกุลไทย’ ที่งามกว่าน่ารักกว่าซึ่งกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้”

ภาพปกสกุลไทยฉบับแรก เป็นภาพสุภาพสตรีในชุดราตรีสีชมพูสวยงามในอิริยาบถนั่งและไหว้ผู้อ่านอย่างนอบน้อม สุภาพสตรีที่เป็นนางแบบปกสกุลไทยฉบับแรกคือ บุญปรุง ศิริธร

นักเขียนของสกุลไทยที่มีผลงานตีพิมพ์กับสกุลไทยในยุคแรกๆ ได้แก่.สุรางคนางค์ สุวัฒน์ วรดิลก อิศรา อมันตกุล ว..ประมวลมารค ชอุ่ม ปัญจพรรค์ พ.เนตรรังษี เสนีย์ บุษปะเกศ สันต์ เทวรักษ์ มนัส จรรยงค์ วศิษฐ์ เดชกุญชร ฯลฯ เนื้อหาของสกุลไทยในยุคแรกแบ่งเป็น ๒ ส่วนคล้ายๆกับในยุคปัจจุบัน คือ นวนิยายและคอลัมน์ปกิณกะต่างๆ จึงมีนักเขียนอิสระที่เขียนเรื่องส่งเข้ามายังกองบรรณาธิการ และมีบุคลากรในกองบรรณาธิการที่ทำหน้าที่จัดทำคอลัมน์ต่างๆ เช่น คอลัมน์ “ศูนย์กลางสกุลไทย” โดย “โอปะเรเตอร์” หรือ “เฉพาะหนุ่มสาว” โดย “ทีนเอจ” ฯลฯ

สกุลไทยใช้เวลาในการสร้างความนิยมให้เกิดแก่ผู้อ่านในยุคแรกๆไม่นานนัก ก็กลายเป็นที่นิยมในหมู่ผู้อ่าน ด้วยการตอบสนองต่อความสนใจต่อกลุ่มผู้อ่านสตรีในยุคนั้นได้อย่างดี จนอาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จของสกุลไทยในยุคนั้นมาจากการสร้างจุดแข็งที่น่าสนใจของตัวเองได้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ มีบุคลิกที่ชัดเจน และง่ายต่อการจดจำ ขณะเดียวกันหลักในการทำงานของสกุลไทยยุคแรก คือ “การไม่หยุดนิ่ง” ดังที่ปรากฏในบทบรรณาธิการเมื่อปี ๒๕๐๑ว่า

อดีตเก่าๆเวียนมาอีกครั้ง ก็ไม่ผิดอะไรกับชีวิตของหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่อยู่ด้วยการต่อสู้และไม่หยุดนิ่ง ตั้งแต่การเริ่มและตลอดเวลาที่เราได้จับงานสร้างขึ้นมา การต่อสู้ของหนังสือพิมพ์อยู่ที่การต่อสู้กับผลงานของตนเอง และต่อสู้เพื่อให้สมศรัทธาที่ประชาชนจะต้อนรับและยืนยงอยู่ได้”

จุดเด่นของสกุลไทยคือ การใช้ภาษาไทย การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และชี้ให้เห็นคุณค่าของความเป็นไทย ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้ความรู้ที่เป็น “วิชาชีวิต”แก่ผู้อ่านในด้านต่างๆ เช่นกฎหมาย สุขภาพ งานประดิษฐ์ การแต่งกาย ฯลฯ จนต่อมา“สกุลไทย”ได้ยืนหยัดของบนถนนหนังสืออย่างผู้ที่รู้จักตัวเอง และก้าวต่อไปสร้าง “ความทรงจำ”ให้แก่ผู้อ่านมานับแต่นั้นมา

ชื่อคอลัมน์: 
บทความพิเศษ
ประเภทคอลัมน์: 
นิตยสาร: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: 

Leave a comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.