ประกิตติ์ พิริยะเกียรติ ใช้ชีวิตหลังเกษียณ อย่างมีคุณภาพ (เต็มร้อย)
ประกิตติ์ พิริยะเกียรติ เขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและการตลาด ที่แวดวงการสื่อสารและการตลาดด้านการท่องเที่ยวในเมืองไทยรู้จักชื่อเขาเป็นอย่างดี ตำแหน่งหน้าที่สุดท้ายก่อนเกษียณอายุงานราชการเมื่อปี ๒๕๕๖ ก็คือ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) 
	พบคุณประกิตติ์ในวัย ๖๔ ปีในวันนี้ ไม่มีความแปลกใจแต่อย่างใดเลยว่า เหตุไฉนจึงก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาเป็นลำดับอย่างรวดเร็ว 
	นับตั้งแต่แรกก้าวเข้าสู่ตำแหน่งพนักงาน ททท. 'ซี ๓' เมื่อครั้งกระโน้น 
	บุรุษผู้นี้กล่าวได้ว่ามีความยึดถือระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตอย่างสูงมาก ตลอดจนการดูแลตนเองทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ 
	ไม่ว่าคนใกล้ชิดในครอบครัว หรือผู้ร่วมงานที่ใกล้ชิดกับเขา ก็จะทราบดีว่าคุณประกิตติ์เป็นคนที่ใส่ใจเรื่องการดูแลตัวเอง และเผื่อแผ่ความรักความกรุณาปรานีต่อผู้น้อยเป็นสำคัญ 
	หาไม่แล้วผู้ชายคนนี้ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รักของผู้อื่นมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ 
	เนื่องด้วยเข้าลักษณะคุณสมบัติที่เพียบพร้อมต่อความก้าวหน้าในชีวิต ทั้งหน้าที่การงานและการดูแลตนเอง จึงเป็นคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีสุขภาพใจผ่องแผ้วอยู่เสมอ
	เริ่มแรกคุณประกิตติ์เข้าทำงานที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในสมัยนั้นคือ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ อสท.โดยเรียกว่าเป็นพนักงาน 'ซี ๓' ..๒๕๒๑
	จนกระทั่งได้มีโอกาสเติบโตก้าวหน้าไปสู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 
	จากนั้นกลับมาเมืองไทย มาอยู่ที่กองการตลาดระยะหนึ่ง 
	แล้วจึงไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.ภาคเหนือ เขต ๓ ครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ 
	อีก ๕ ปีต่อมา ก็ได้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา ๔ ปี 
	แล้วจึงกลับมารั้งตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 
	๒ ปีถัดมา ประมาณ พ..๒๕๔๘ ก็เข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ 
	จนกระทั่งปี ๒๕๕๓ จึงขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 
	และเกษียณอายุราชการในอีก ๔ ปีต่อมา
	ความสำเร็จหรือความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ใช่ว่าจะได้มาโดยโชคประทานพรอย่างง่ายดาย หากปราศจากซึ่งความมุ่งมั่น ตั้งใจต่อการทำงานเป็นที่ตั้งแล้ว ไหนเลยจะเกิดความผาสุกภายในใจดังเช่นทุกวันนี้
	"ต้องมุ่งมั่น ตั้งใจกับงาน คือต้องรับผิดชอบ งานทุกชิ้นที่ได้รับมอบหมายจะต้องทำให้ดีที่สุด แม้บางคนจะบอกว่าไม่ดีหรือดีแล้วก็ตาม แต่ทั้งหมดนั้นต้องเต็มที่จากเราก่อน งานทุกชิ้นจะต้องทำเต็มที่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราตั้งใจทำอะไรให้ดีที่สุด งานชิ้นนั้นจะต้องดีอย่างแน่นอน แล้วผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของเรา 
	อย่างน้อยเราก็ภูมิใจว่างานออกมาดี นี่คือสิ่งสำคัญ เป็นหัวใจเลย 
	เมื่อเราตั้งใจและเอาใจใส่กับงานอย่างสุดความสามารถ ถึงแม้อาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่ก็จะไม่มาก หากเรายึดหลักว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยเหตุและผล และความตั้งใจ บางสิ่งบางอย่างถ้าเราไม่รู้ ก็ไปปรึกษาผู้ใหญ่ เราไม่รู้ เราก็ไปถามผู้ที่รู้มากกว่าเราได้ 
	โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคิดเสมอว่าเราไม่สามารถเนรมิตงานออกมาได้เพียงลำพังคนเดียว ดังนั้น เพื่อนร่วมงานหรือทีมงานจึงมีความสำคัญมาก เรามีความจริงใจกับคนรอบข้าง ทุกคนก็จะร่วมช่วยเราทำงานด้วยใจอย่างเต็มที่ แล้วเราก็จะก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆไปได้ 
	๓๕ ปีเต็มที่ทำงานให้แก่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผมรู้สึกภูมิใจในงานของตัวเองมาก เสมือนว่าเราได้ทำงานขายความภาคภูมิใจของประเทศชาติ 
	ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกภูมิใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และดีใจที่สุดที่เราเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์กรที่มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 
	ขณะเดียวกันผมตระหนักอยู่เสมอว่า ททท.เป็นหน่วยงานที่มีพระคุณต่อผม เพราะถ้าไม่มี ททท.แล้ว ก็จะไม่มีตัวผม อย่างทุกวันนี้ครับ"
	ประกิตติ์ พิริยะเกียรติ กล่าวด้วยความเต็มตื้นจากหัวใจเมื่อนึกถึงภาพแห่งอดีต
	ถึงแม้วันนี้เขาคือข้าราชการเกษียณอายุแล้วก็ตาม ทว่า ชีวิตยังคงดำเนินต่อไปด้วยผลิตภาพและคุณภาพที่คนอายุ ๖๔ ปีจะพึงกระทำต่อตนเองอย่างดีที่สุดได้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่เราคุยด้วยอยู่นี้ จะมีอายุที่เกษียณจากราชการแล้ว อยากทราบไหมว่า เขามีวิธีการดูแลตัวเองอย่างไร ถึงได้ดูอ่อนกว่าวัยเป็นอย่างมาก 
	"ตอนใกล้เกษียณ ผมก็คิดวางแผนว่าหลังจากเกษียณแล้ว เราจะทำอะไรบ้าง จะทำอะไรให้แก่สังคม ทำอะไรให้แก่ตัวเองบ้าง"
	แต่สิ่งที่สำคัญกว่าอื่นใด ก็คือการดูแลตัวเอง เนื่องจากคุณประกิตติ์เป็นคนที่ดูแลตัวเองมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน เพราะถือคติว่าป้องกันโรคดีกว่าเป็นแล้วจึงรักษา เพราะนั่นอาจหมายถึงสายไปเสียแล้ว
	"ผมจะมีระเบียบวินัยสูงเรื่องการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย ผมถือคติว่าต้องกินอย่างฉลาด อยู่อย่างสุขภาพดี ผมจึงยึดหลัก ๔ อ.ในการดูแลตัวเอง..."
	คุณประกิตติ์ใจดี อธิบายให้ฟังทีละ อ.
	"....ตัวแรก คืออาหาร กินอย่างฉลาด ก็คือว่าต้องทานที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย ทำอย่างไรเราไม่ต้องไปนอนโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะรอวันป่วย เราควรดูแลตนเองให้แข็งแรงเสียก่อน และเนื่องจากผมเป็นคนรักสัตว์ สงสารเขา ก็เลยไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นมังสวิรัติ คือผมจะไม่ทานอะไรที่เป็นเนื้อสัตว์เลย โดยค่อยๆลด ละ เลิก ในที่สุดก็ไม่ทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ขณะเดียวกันมันดีกับเราด้วย ไม่ต้องทำบาป ถามว่าเพื่ออะไร หนึ่ง เพื่อสุขภาพ เพราะเนื้อสัตว์ก่อให้เกิดโรคหลายอย่าง สอง เราไม่ต้องเบียดเบียนสัตว์ เรียกว่าสุขภาพแข็งแรงดี มีความสุข และยังได้รับผลบุญ นับถึงวันนี้ย่างเข้าปีที่ ๑๕ แล้วครับ
	.ตัวที่สอง คือออกกำลังกาย ผมจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอโดยการเล่นโยคะบ้าง ว่ายน้ำบ้าง วิ่งบนลู่วิ่งทุกวัน อย่างน้อยจะต้องออกกำลังกายให้ได้วันละครึ่งชั่วโมง ผมชอบออกกำลังกายให้เหงื่อแฉะเลย สารแห่งความสุขในร่างกายจะได้หลั่งออกมา และหัวใจแข็งแรงด้วย แม้ว่าจะติดภารกิจเดินทางตลอดเวลาก็ไม่เคยจะละเลยเรื่องนี้เลย
	.ตัวที่สาม คืออารมณ์ อันนี้จัดว่ายากที่สุด แต่ก็พยายามทำให้ได้ หลังจากที่เกษียณจากงาน ไม่มีการงานมากมายก่ายกอง ดังนั้น โอกาสที่เราจะขุ่นข้องหมองใจ ก็น้อยลงมาก เราต้องพยายามควบคุมอารมณ์ให้ได้ เพราะอารมณ์ก็เป็นต้นเหตุของโรค ผมเป็นคน Positive Thinking อยู่แล้ว
	และสุดท้าย อ.ตัวที่สี่ คืออากาศ อากาศต้องดี นี่สำคัญเลย เพราะฉะนั้นผมก็พยายามไปพักผ่อนต่างจังหวัดบ่อยๆ และมีข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญให้เราหายใจให้เป็น วิธีหายใจก็คือต้องหายใจลึกๆ เอาออกซิเจนเข้าไป สาเหตุที่ร่างกายเราเกิดโรคได้อีกสาเหตุหนึ่ง เพราะอะไรทราบไหม เพราะถ้าคาร์บอนไดออกไซด์ยังอยู่ข้างในตัวเรา ก็กลายเป็นโรคได้ เพราะฉะนั้น ต้องขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แล้วสูดออกซิเจนเข้าไปลึกๆ หรือหากวันใดที่เครียด มีความกังวล ผมจะหายใจลึกๆ ตั้งสติ สมมติว่าเราเกิดมีความไม่พอใจใครขึ้นมา ก็จะสูดลมหายใจสัก ๔-๕ ครั้ง แล้วจะรู้สึกเบาลง คนเราส่วนมากยังหายใจไม่เป็นครับ 
	แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งผมอยากบอกทุกคน คือเราต้องมีวิธีคิดในการให้กำลังใจตัวเองด้วย เพราะการดูแลตัวเองนั้นต้องมีระเบียบวินัยมาก ขี้เกียจไม่ได้ เป็นเรื่องที่ยาก จึงต้องอาศัยกำลังใจอย่างมาก เพราะฉะนั้น เราต้องอย่าลืมให้กำลังใจตัวเอง และอย่าผัดวันประกันพรุ่ง สุขภาพที่ดีหาซื้อไม่ได้
	ถ้าอยากมีสุขภาพแข็งแรง ให้ลงมือทำเลยวันนี้ ยิ่งเริ่มเร็ว เรายิ่งได้กำไรเร็ว
	มีบางคนให้พรผมว่า ขอให้ร่ำรวย ผมบอกเลย ไม่เอา พอละชีวิตนี้ ไม่ต้องรวยหรอก ขอให้สุขภาพดี เป็นพรอันประเสริฐแล้ว 
	แต่ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเกิดต้องเป็นโรคขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นกรรมแล้วกัน ถือว่าพระเจ้าให้มาแค่นี้ เพราะดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว"
	อย่างไรก็ตาม คุณประกิตติ์ได้ย้ำว่าการดูแลตัวเองนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่งด้วย
	"เมื่อเรารักตัวเอง ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง เราก็มีความสุข พอเรามีความสุข มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี เราสามารถพาตัวเราออกไปทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้"	
	และอีกด้านหนึ่งอย่างที่บอกกล่าวไว้ ความที่คุณประกิตติ์เป็นคนรักสัตว์ จึงเลี้ยงแมวไทยวิเชียรมาศไว้เป็นเพื่อน ตั้งชื่อให้ว่า 'เจ้าเตียว' ซึ่งเป็นแมวที่ฉลาดแสนรู้ ชอบมาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆเป็นประจำ และเป็นแมวที่รักมากที่สุดด้วย
	ความสามารถรับรู้และถ่ายทอดอารมณ์ระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง หากใครรักสัตว์เลี้ยง และมีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน ย่อมเข้าใจดีว่าความรักและความจงรักภักดีที่สัตว์สี่ขามอบให้แก่เจ้าของนั้น มีคุณค่าทางจิตใจมากมายแค่ไหน เหมือนดังที่คุณประกิตติ์ได้กล่าวว่า 
	"เป็นคุณค่าที่ประเมินเป็นวัตถุเงินทองไม่ได้"
	จากความรักนี้เอง จึงทำให้คุณประกิตติ์ขยายหัวใจออกไปสู่สัตว์เลี้ยงนอกบ้านด้วย โดยเฉพาะสุนัขและแมวที่ถูกทารุณกรรมจากมนุษย์ใจคอโหดร้าย ดังนั้น เกือบหลายปีที่ผ่านมา คุณประกิตติ์จึงเสียสละทุนทรัพย์ พร้อมทั้งช่วยผู้ใจบุญระดมทุน เพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่วย สัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 
	สุดท้าย คุณประกิตติ์บอกเล่าถึงความฝันของตนเอง 
	"อยากหาที่กว้างๆอย่างน้อยสัก ๑ ไร่ เพื่อสำหรับเป็นบ้านของน้องหมาน้องแมวที่ไร้ที่พักพิง เพราะเมื่อเราช่วยพวกเขาแล้ว เราต้องหาบ้านให้พวกเขาด้วย ซึ่งบางครั้งก็หายากมาก หากเรามีบ้านพักพิงแก่พวกเขา ก็จะเป็นการช่วยเหลือที่ครบวงจรจริงๆ เพื่อไม่ให้สัตว์ผู้น่าสงสารเหล่านี้ กลับไปถูกทารุณกรรมอีก"
	เชื่อเหลือเกินว่าฝันนี้คงเป็นจริงได้ไม่ยากลำบากสำหรับคุณประกิตติ์ พิริยะเกียรติ ผู้ชนะใจตนเอง ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ (เต็มร้อย)
	"พอร่างกายเราสุขภาพดี จิตใจเราสบาย เราก็สามารถช่วยผู้อื่นได้"
	เป็นคำที่ฟังเรียบง่าย แต่กินความลึกซึ้งละเอียดอ่อน น่านับถือหัวใจผู้พูดยิ่งนัก

คำบรรยายใต้ภาพ
	1	ประกิตติ์ พิริยะเกียรติ อดีตรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

	2	แมวไทยวิเชียรมาศ ชื่อ 'เจ้าเตียว'

	3	เพื่อนแสนรู้

	4	"เมื่อเรารักตัวเอง ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง เราก็มีความสุข พอเรามีความสุข มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี เราสามารถพาตัวเราออกไปทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้"	
ชื่อคอลัมน์: 
สัมภาษณ์
ประเภทคอลัมน์: 
นิตยสาร: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: 

Leave a comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.