นารานิษฐ์ พันธุ์มีเชาวน์
นารานิษฐ์ พันธุ์มีเชาวน์

	สาวยิ้มสวยคนนี้ถือเป็น "ดาวดวงสุดท้าย" แล้ว ที่ได้มาประดับชื่อพร้อมเรื่องราวชีวิตของเธอเอาไว้ในคอลัมน์ "ดาวพราวแสง" ซึ่งทำหน้าที่เฟ้นหาหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ผู้มากด้วยพลังความคิดและความสามารถจากหลากหลายวงการอาชีพมาแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักเป็นประจำทุกสัปดาห์ต่อเนื่องมานานนับสิบปีแล้ว
	ดาวดวงนี้มีชื่อว่า นารานิษฐ์ พันธุ์มีเชาวน์ หรือ พริม เป็นบุตรสาวคนเดียวของ คุณสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ คุณฐิติมา พันธุ์มีเชาวน์ แต่ความจริงแล้วพริมยังมีชื่อเล่นที่เรียกกันเฉพาะในครอบครัวอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองจีน" อันเป็นการตั้งตามชื่อประเทศบ้านเกิดของคุณตาเธอเอง
	"หนูเมืองจีน" ของครอบครัวพันธุ์มีเชาวน์จบการศึกษาระดับชั้นประถมและมัธยมจากโรงเรียน International School Bangkok (ISB) ปริญญาตรีสาขาเอเชียตะวันออกศึกษาที่ Wellesley College รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาโท สาขา Entrepreneurship and Management ที่ Imperial College ประเทศสหราชอาณาจักร ปัจจุบันเธอทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)
	พริมย้อนเล่าถึงบรรยากาศการเรียนที่วิทยาลัยสตรีที่มีชื่อเสียงมายาวนานอย่าง Wellesley College ให้ฟังว่าเป็นไปอย่างเข้มข้นจริงจัง แต่ก็อบอุ่นด้วยมีจำนวนนักศึกษาในแต่ละชั้นปีไม่มากนัก ยิ่งคนไทยด้วยแล้วยิ่งมีน้อยจนทุกคนสนิทสนมเป็นเหมือนพี่น้องที่คอยดูแลช่วยเหลือกันมาโดยตลอด ด้านอาคารสถานที่ก็แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติสวยงาม ชีวิตภายในรั้วสถาบันแห่งนี้ของพริมจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นและรื่นรมย์ จนเธอถึงกับเอ่ยปากว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่รู้สึกมีความสุขมาก
	สำหรับปริญญาใบแรกพริมเลือกเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพราะว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้ว ส่วนปริญญาใบที่สอง เธอเปลี่ยนแนวไปเป็นด้านการลงทุนและการบริหารจัดการ เนื่องจากอยากเรียนในสิ่งที่สามารถเอามาใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องมาทำงานพริมรู้สึกเลยว่าทุกวิชาที่เรียนมาทั้งหมดล้วนเป็นประโยชน์กับการทำงานในเวลานี้ทั้งสิ้น เพราะนอกจากจะมีเรื่องการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวเลขแล้ว ยังต้องมีการศึกษาระบบการบริหารจัดการภายในขององค์กรหรือบริษัทต่างๆ ที่ต้องการมาขอสินเชื่ออย่างละเอียดอีกด้วย ซึ่งพริมเปรียบเทียบว่าก็ไม่ต่างจากการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ต้องรู้ "เหตุ" คือความเป็นมาตั้งแต่อดีตเพื่อให้เข้าใจถึง "ผล" คือสถานการณ์หรือความจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
	นอกจากนี้พริมยังบอกอีกว่าเธอไม่ได้ชอบทำงานที่นี่แค่เพียงเพราะได้ใช้ความรู้ที่มีอย่างเหมาะสมเท่านั้น แต่ด้วยความที่เป็นเด็กที่สุดในทีมจึงมักจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ก็คำปรึกษาดีๆจากรุ่นพี่อยู่ตลอด ซึ่งนั่นทำให้เธอมีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพและความคิดอ่านของตัวเองให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมภายในเวลาไม่นานเลย
	พักจากเรื่องงานมาคุยเรื่องส่วนตัวกันบ้าง พริมเล่าถึงตัวเองว่าไม่ใช่คนหวือหวา ไม่ตามกระแสใคร แต่จะเลือกรับเอาไว้เฉพาะสิ่งที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองจริงๆ ที่สำคัญพริมชอบใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและกับเพื่อนที่สนิทสนมกันจริงๆมากกว่า โดยเฉพาะกับคุณพ่อคุณแม่ แล้วบ้านนี้ถือเป็นครอบครัวหนึ่งที่อบอุ่นและใส่ใจดูแลกันอย่างดีมาก ซึ่งพริมยอมรับว่าตอนเด็กๆ เคยมีความรู้สึกอึดอัดบ้างเหมือนกันบางครั้ง แต่พอโตขึ้นถึงค่อยเข้าใจในสิ่งที่บุพการีช่วยกันทำให้จนเธอได้กลายมาเป็นเธออย่างในทุกวันนี้
	อีกเรื่องที่พริมบอกว่าไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเห็นมาตั้งแต่เด็กนั่นคือ ในครอบครัวเธอตั้งแต่รุ่นคุณยายต่อเนื่องถึงคุณแม่ ต่างเป็นแฟนติดตามอ่าน "สกุลไทย" มาอย่างเหนียวแน่นมาก แถมยังมีเรื่องเล่าจากคุณพ่อด้วยว่าสมัยก่อนตอนที่เข้าไปทำความรู้จักกับคุณแม่ที่บ้านคุณยาย มักจะได้อ่านสกุลไทยระหว่างที่นั่งรอเป็นประจำ ได้ยินอย่างนี้แล้วทำให้รู้สึกขอบคุณและดีใจที่ดาวพราวแสงดวงสุดท้ายไม่ใช่แค่เป็นคนดีมีความสามารถเท่านั้น แต่ยังมีส่วนหนึ่งของชีวิตเธอที่ผูกพันกับ "สกุลไทย" ด้วย

โปรย
	"ความสุขของพริมคือการที่เราเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตามกระแสใคร แต่จะรับเอาไว้แต่เฉพาะสิ่งที่เราชอบจริงๆ"
ชื่อคอลัมน์: 
ดาวพราวแสง
ประเภทคอลัมน์: 
นิตยสาร: 
ฉบับที่: 
คอลัมนิสต์/นักเขียน: 

Leave a comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.