อาชีพสำคัญสินค้าออกสำคัญของเมืองไทยแต่ไหนแต่ไรมา คือข้าว คงทราบกันมาแต่ไหนแต่ไรอีกเหมือนกัน

               พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๔๘ ทรงเป็นพระมเหสีเทวี พระองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ ๖ และเป็นพระองค์เดียวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงระบุไว้ในพระราชพินัยกรรม (องค์ พ.ศ.๒๔๖๘ เพิ่มเติมจากพระราชพินัยกรรมองค์ พ.ศ.๒๔๖๓ ที่พระราชทานไว้ก่อนหน้าแล้ว)

               ว่า โปรดเกล้าฯให้ตั้งโกศพระอังคารพระนางเจ้าสุวัทนา คู่กับพระโกศบรรจุพระราชสรีรางคาร ซึ่งในพระราชพินัยกรรมองค์แรกทรงมีพระราชดำรัสสั่งว่า ให้กันส่วนหนึ่งของพระราชสรีรังคารเชิญไปบรรจุใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ ณ พระปฐมเจดีย์

               พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติพระราชธิดา สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯได้เพียงวันเดียว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯก็เสด็จสวรรคต

               ตลอดพระชนมชีพของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ได้ทรงอภิบาลทำนุบำรุงใกล้ชิดสมเด็จพระราชธิดา เป็นคู่ทุกข์คู่ยาก มิได้ห่วงเลยสักเวลาจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๘ พระชันษาได้ ๘๐ ปี

               ทรงพระเกียรติยศในฐานะ พระมเหสีในพระเจ้าแผ่นดินสยาม และพระชนนีผู้ประเสริฐมาจนตลอดพระชนมชีพของพระองค์

               ซึ่งเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระตำหนักไบรตัน ห่างกรุงลอนดอนไป ๕๐ ไมล์  พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ พระราชธิดานั้น คนอังกฤษเรียกกันว่า Queen of Siam ดังที่ คุณเสฐียร พันธรังษี เขียนเอาไว้ เมื่อเป็นผู้แทนของหนังสือพิมพ์ 'ชาวไทย' ไปทำข่าวงานบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ แล้วเลยไปขอเข้าเฝ้าพระนางเจ้าฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๖

               "ถึงสถานีปลายทาง ต้องอาศัยแผนที่ที่ท่านเอกอัครราชทูตประทานไป ออกจากสถานีก็ยื่นแผนที่ให้ตำรวจ ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในอังกฤษ พอเห็นแผนที่และบ้านเลขที่ที่ประทับ ตำรวจอังกฤษก็รู้ทันทีว่าเราจะไปหาใคร

               'Queen of Siam ใช่หรือไม่' เขาถามและยิ้ม ข้าพเจ้ารับว่าใช่ เขาก็จูงมือเราไปขึ้นรถบัส ซึ่งมีอยู่หลายสายที่จะผ่านชายทะเลไปยังพระตำหนัก

               ข้าพเจ้าคิดไปตลอดทาง ถึงคำว่า Queen of Siam คิดถึงคำว่า นางกษัตริย์ของประเทศสยาม ซึ่งคนอังกฤษทั้งหลายพากันขนานพระนามให้ ตั้งแต่มาประทับอยู่ที่พระตำหนักชายทะเลแห่งนี้ ไม่มีใครพูดว่า นางกษัตริย์ของประเทศไทยเลยสักคนเดียว"

               พระประวัติของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีนั้น แม้จะมิได้มีเชื้อสายแห่งราชตระกูล ก็ทรงเป็นผู้ "มีสกุลสูงทั้งสองสาย" ปรากฏอยู่ในพระบรมราชโองการสถาปนาขึ้นเป็น 'เจ้า' เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๘

               "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ ฯลฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

               ทรงพระราชดำริว่า เจ้าจอมสุวัทนา ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณโดยความซื่อสัตย์กตเวที มีความจงรักภักดีในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยสมควรที่จะได้ยกย่องให้เป็นใหญ่ เพื่อผดุงพระราชอิสริยยศแห่งพระราชกุมารที่จะมีพระประสูติการในเบื้องหน้า

               อนึ่งเจ้าจอมสุวัทนา ก็เป็นเชื้อสกุลที่บรรพบุรุษทั้ง ๒ ฝ่าย ได้รับราชการมีความดีความชอบในราชการ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ต่อเนื่องกันมาหลายชั่วคน คือข้างฝ่ายบิดาของเจ้าจอมสุวัทนาเป็นเชื้อสายของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ซึ่งเคยรับราชการเมืองพระตะบองต่างพระเนตรพระกรรณ ตั้งแต่รัชกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่หนึ่งมาจนเมื่อเร็วๆนี้ ฝ่ายมารดาก็เป็นเชื้อสายสืบสกุลลงมาจากเจ้าพระยาอัครมหาเสนาทางสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ สมเด็จเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ นับว่าเป็นผู้มีสกุลสูงทั้งสองสาย จะทรงยกย่องให้เจ้าจอมสุวัทนา มีอิสริยยศสูงในตำแหน่งก็สมควรแล้ว

               จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเป็นเจ้า มีพระอิสริยยศ เป็นพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี"

               สาแหรกสกุล หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Family Tree ของเจ้าจอมสุวัทนา เป็นสาขาลงมาดังนี้

               เจ้าพระยาสุรวงไวยวัฒน์ + ท้าวศรีสุนทรนาฏ

               (วร บุนนาค)  (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา)

               เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ + คุณเล็ก บุนนาค

               (เลื่อม อภัยวงศ์)

               พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี

               (พระนามเดิมว่า เครือแก้ว)

               พระประวัติของ พระนางเจ้าฯ นั้น คงมีผู้เขียนกันไว้หลายสำนวนแล้ว มีความปรากฏโดยสรุปว่า ทรงเข้ารับราชการโดยเข้าไปอยู่กับท้าวศรีสุนทรนาฏ คุณยายซึ่งเข้าไปเป็นครูฝึกหัดการฟ้อนรำในราชสำนักพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

               พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โปรดเก้าฯ รับเป็นเจ้าจอม เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๗ และทรงจดทะเบียนสมรสด้วย

               ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงมีพระมเหสีเทวีอยู่ ๒ พระองค์ คือ พระนางเธอลักษมีลาวัณ และ สมเด็จพระนางเจ้า อินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี ทรงมีพระสนมเอก ๑ ท่าน คือ พระสุจริตสุดา

               และเวลานั้น สมเด็จพระนางเจ้า อินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี ทรงเป็น 'ข้างใน' ที่มีพระอิสริยยศสูงสุด

               ตามพระประวัติพระมเหสีเทวีและพระสนมเอกนั้นปรากฏว่า ทรงจดทะเบียนสมรสด้วย ทั้ง ๓ พระองค์ และ ๑ ท่าน

               ดังนั้น จึงมีผู้สงสัยกันมากเรื่อง "จดทะเบียนสมรส"

               ที่จริงสมัยนั้นเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ บรรดา 'ข้างใน' แห่งองค์พระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นต้องทรงจดทะเบียนสมรส

               หากแต่ว่า ใน พ.ศ.๒๔๕๗ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ ๕ ปี โปรดเกล้าฯให้ประกาศกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในราชสำนักบังคับให้ข้าราชสำนัก ต้องจดทะเบียนชื่อภรรยาทุกคน และถ้ายังไม่มีภรรยา ต่อไปหลังจากออกกฎมณเฑียรบาลนี้ หากจะมีภรรยาต้องจดทะเบียนที่กรมตนสังกัด

               แต่เมื่อในสมัยก่อนโน้นความนิยมในการมีภรรยาหลายคนยังคงอยู่ในสังคม จึงมีมาตรา ๑๖ กล่าวว่า

               "มาตรา ๑๖ ผู้ใดที่มีภรรยาหรือเคหสถาน อันได้จดทะเบียนแล้ว ถ้าจะมีภรรยาหรือเคหสถานเพิ่มขึ้นมากกว่าเก่า ต้องไปจดทะเบียนเพิ่มเติมภายในกำหนดปักษ์หนึ่ง นับแต่วันได้ภรรยาใหม่ หรือได้เป็นเจ้าของเคหสถานใหม่นั้นเป็นต้นไป"

               ทั้งยังมีมาตรา ๓๕ ที่ว่า

               "มาตรา ๓๕ ผู้ใดได้มีภรรยาแล้ว แต่ได้หย่าร้างกับภรรยาแล้วก็ดี หรืออยู่แยกกับภรรยาโดยความยินยอมพร้อมใจกันก็ดี ท่านว่าให้ถือเอาเป็นคนโสด"

               จึงถือว่าการทรงจดทะเบียนรับพระมเหสีเทวีและเจ้าจอม นั้นทรงปฏิบัติตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวฯ นั่นเอง ซึ่งมิได้เหมือนกับการ 'จดทะเบียนสมรส' ในกฎหมายปัจจุบัน

               ในเดือนกันยายนปีนั้นเอง เสด็จฯ พระราชดำเนินประพาสประเทศมะลายู ทรงพระกรุณาโปรดฯให้เจ้าจอมสุวัทนา ตามเสด็จในฐานะ 'ข้างใน' พร้อมด้วยท้าวนางและข้าหลวง แม้เจ้าจอมสุวัทนาจะยังมิได้มีพระอิสริยยศเป็นพระมเหสีเทวี ก็ทรงยกย่องคู่กันกับพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินกลับเดือนตุลาคม เจ้าจอมสุวัทนา ก็ยังคงเป็นเจ้าจอมสุวัทนาอยู่ จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๘ จึงได้โปรดฯให้ - เปลี่ยนท้ายพระนามสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีพระบรมราชินี เป็น "สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีพระวรราชชายา"

               และวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๘ นั้นเอง ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าจอมสุวัทนา ขึ้นเป็น "พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี"

 

 

 

เรื่องที่ยืนยันกันชัดเจนนั้นว่า สมเด็จเจ้าฟ้าทัศพงษ์ ต่อมาคือพระพงษ์นรินทร์ หรือพงศ์นรินทร์ (ในที่นี้จะใช้ว่า 'พง

                มีโอกาสไปรวมทอดกฐินที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงมีโอกาสได้ถวายบังคมสักการะพระบรมราชอนุสรณ์ สมเด็จพร

"โลกใต้ท้องทะเล" เป็นเสมือนดินแดนอีกมิติหนึ่งที่สวยงาม ลึกลับ และมีมนตร์ขลัง ที่ทำให้ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปสัมผัสด้วยตาของตั

ปรัชญาในเครื่องเคลือบโบราณ "เวียงกาหลง" "เมืองเวียงกาหลง" คือชื่อของเมืองโบราณ ที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งอารยธรรมเครื่

            หลวงโยนกการพิจิตร เกิดที่เมืองเมาะละแหม่ง ตำบล เย่ามินเส่ง ประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ในปัจจุบัน เขาติดตาม M

ที่ว่าเจ้าอุบลวรรณาได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ราชสำนักเชียงใหม่เป็นอย่างมากก็เนื่องจากว่าเธอเป็นกุลสตรีที่หั

            เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษมาแล้ว ได้มีฝรั่งชาวอังกฤษผู้หนึ่งชื่อนายฮอลท์ เอส.ฮอลแลตต์เดินทางจากประเทศพม่าขึ้นมาท่องเที

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จู่ๆผมก็ได้พบกับ คุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย นักสร้างภาพยนตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในประเทศไทยและในประ

Pages